วันอังคารที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ไม่มีศาสนาผิดตรงไหน ทำไมต้องมีศาสนา

ศาสนา มีความหมายหลัก ๆ อยู่ 2 เรื่องคือ คำสั่งสอน และ ความเชื่อ ซึ่งทั้งสอง นำไปสู่หลักปฏิบัติ พิธีกรรม องค์กรของกลุ่มบุคคลผู้นับถือ 

         กำเนิดของศาสนา มนุษย์สร้างศาสนา เพื่อสนองความต้องการของมนุษย์ โดยมนุษย์เราต้องกินต้องใช้ ปัจจัย 4 เป็นความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ในการดำเนินชีวิต  แต่การทำมาหากินหรือหาปัจจัย 4 นั้นเป็นเรื่องยาก มีปัจจัยหลายอย่าง ทั้งแรงงาน ความรู้ อุปกรณ์เครื่องมือ วัตถุดิบต่าง ๆ ซึ่งที่สำคัญที่สุดคือความรู้  เช่น หากจะปลูกพืช  ก็ต้องรู้จักพันธุ์พืช ว่าชอบดินแบบไหน น้ำแค่ไหน แดดแค่ไหน จะเพาะปลูกเมื่อไหร่ เก็บเกี่ยวเมื่อไหร่ หากเป็นการล่าสัตว์ ก็ต้องรู้จักนิสัยของสัตว์ แหล่งหากิน วิธีการล่า เป็นต้น ซึ่งความรู้สมบูรณ์มากแค่ไหน ก็ทำให้ได้ผลดียิ่งขึ้นตาม


          ความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติทั้งหลายเหล่านี้ บางทีรู้แต่ไม่เข้าใจ อธิบายไม่ได้ เช่น สังเกตดูถ้าดินมีซากพืช ซากสัตว์มาก ดินบริเวณนั้นปลูกพืชจะได้ผลดี ทั้งปริมาณและคุณภาพ ซึ่งเมื่อก่อนคนก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร แต่เมื่อจำเป็นต้องใช้ จึงต้องมีคำอธิบายตามมา ในรูปของนิทานพื้นบ้าน เทพนิยาย หรือ เรื่องของพระเจ้า

เครดิตภาพจากกูเกิล
 เจ้าแม่กาลี เจ้าแม่ดินในยุคต้น ก่อนพัฒนาเป็นเทวีของพระศิวะ

          พระเจ้าในยุคแรก จึงเป็นธรรมชาติ เช่น เจ้าแม่ดินขึ้น ที่มองว่าดินเป็นเพศหญิง เป็นแม่ผู้ให้กำเนิดบุตร และเลี้ยงดูสรรพชีวิต พืชทั้งหลายเติบโตขึ้นมากจากดิน สัตว์ทั้งหลายอยู่อาศัยบนผืนดิน อาหารที่เลี้ยงชีวิตก็มาจากพืชพรรณธัญญาหารที่งอกขึ้นมาจากดิน แหล่งน้ำ ที่กักเก็บน้ำเป็น สระน้ำ หนองน้ำ หรือตาน้ำ ต้นน้ำลำธาร แม่น้ำทั้งหลาย ที่เป็นหัวใจของการเพาะปลูก ก็มาจากดิน เหมือนกับมารดา ที่เลี้ยงดูให้เติบโตด้วยน้ำนมจากอก และเจ้าแม่ดินนี้ ชอบเลือด ชอบความตาย เมื่อความเชื่อเป็นเช่นนี้ หลักปฏิบัติต่าง ๆ จึงตามมา เกิดการบูชายัญ ฆ่าสัตว์ สิ่งมีชีวิต เพื่อทำให้เจ้าแม่พอใจ จากนั้นจึงเอาเลือด เอาเนื้อสัตว์ที่ตาย มาโปรยตามหัวไร่ท้ายนา เพื่อความเป็นสิริมงคล หรือแม้แต่ เอาหัวสัตว์ที่ผ่านพิธีบูชายัญไปแขวนไว้ บนหน้าจั่ว เพื่อเป็นสัญลักษณ์ บอกเจ้าแม่ว่าทำพิธีแล้ว นอกจากจะเป็นการบำรุงดินไปในตัวแล้ว ยังเป็นการสร้างความชอบธรรม ความสบายใจ กำลังใจ ให้กับเกษตรกรทั้งหลาย เพราะพืชพรรณที่เพาะปลูก หรือ ปศุสัตว์ที่เลี้ยงไว้ จะเอามากินใช้ได้จะต้อง เก็บเกี่ยว หรือต้องฆ่าก่อน ดังนั้นการตาย จึงเป็นเหมือนการเกิดใหม่ของผลผลิตใหม่ ความอุดมสมบูรณ์ ด้วยเช่นกัน  พิธีการเสพสังวาสเพื่อบูชาเจ้าแม่ หรือ การเคารพ ตั้งรูปอวัยวะเพศชายไว้ในบ้าน หรือหมู่บ้าน เพื่อสร้างความพอใจให้กับเจ้าแม่ตรง ๆ  ทำเนียมพิธีเหล่านี้ ปัจจุบันยังคงมีอยู่ในสังคมเกษตรกรรมบางแห่ง (ตำนานเจ้าแม่กาลี)



เครดิตภาพจาก วิคิพีเดีย

          วิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน อธิบายว่า พืชที่เพาะปลูกผลผลิตดีเพราะ ในดินมีสารอาหารของพืชมาก (ฮิวมัส) ซึ่งมาจากซากพืชซากสัตว์ที่อยู่ในดิน และสามารถแยกสารอาหารเหล่านั้นออกมาได้ ทำเป็นปุ๋ยวิทยาศาสตร์  ทำให้ปัจจุบัน แม้ไม่มีดินก็สามารถปลูกต้นไม้ได้ โดยการให้สารอาหารแก่พืชโดยตรงไม่ต้องผ่านดิน ดังนั้นเมื่อวิทยาการเจริญก้าวหน้า วิทยาศาสตร์จึงแยกตัวออกจากศาสนา แม้ว่าจะยังมีวัตถุประสงค์เดียวกันคือการตอบคำถาม แต่หากคำตอบอธิบายได้ พิสูจน์ได้ มันก็กลายเป็นความรู้ ซึ่งวิธีการถูกจำกัดด้วย ประสาทสัมผัสคือ รับรู้ได้ด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย และการคิดคำนวณได้ด้วยตัวเลขและเหตุผล  ส่วนนอกเหนือจากนั้นจัดว่าเป็นความเชื่อ และผลักให้ยังคงอยู่กับศาสนาต่อไป ซึ่งยังมีความรู้อีกมากมายมหาศาลที่วิทยาศาสตร์ยังอธิบายไม่ได้เช่นกัน

          การกระทำของมนุษย์ มาจากเหตุผลและอารมณ์ โดยเหตุผลอาศัยความรู้ ส่วนอารมณ์นั้นอาศัยความเชื่อ นั้นหมายความว่า เนื้อแท้ของศาสนาอยู่ใกล้ตัวเรามาก ๆ เพราะอยู่ในทุกคำพูดการกระทำของเราที่สะท้อนว่า เรารู้ และ เชื่ออะไร ดังนั้นสำหรับคนที่บอกว่า ตนเองไม่มีศาสนานั้น เกิดจากความไม่รู้ คือไม่รู้ว่าตนไม่รู้ หรือ ยังไม่สนใจ ไม่ต้องการ เพราะ เหตุการณ์หรือคำถามสำคัญที่ยังหาคำตอบไม่ได้ยังมาไม่ถึงตัว เช่น คุณค่าของชีวิตคืออะไร  ตัวเราเป็นใคร  ตายแล้วไปไหนเป็นอย่างไร เป็นต้น  ซึ่งก็ไม่ได้ผิดอะไร เพียงแต่ความรู้ความเข้าใจเป็นความต้องการหนึ่งของมนุษย์เช่นเดียวกัน

วันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

เคล็ดลับความจำดีไม่มีลืม ของพระอานนท์

       

  หลังจากอ่านหนังสือ ซื้อหนังสืออ่าน นานเข้าก็เริ่มงง ว่าอะไรอ่านไปแล้วบ้าง อ่านแล้วเรื่องมันเป็นอย่างไร ดีไม่ดี หรือบางทีก็ไม่รู้ว่าอ่านจบหรือยัง ซื้อดองเอาไว้ สุดท้ายก็พลาดซื้อหนังสือซ้ำบ้างเหมือนกัน คงจะดีไม่น้อยถ้าเราได้ศึกษา มีความรู้มากมาย รู้เข้าใจในทุกสิ่งที่ปรารถนาแล้ว ยังสามารถจดจำความรู้ต่าง ๆ ที่เรียนรู้ได้มาอย่างยากลำบาก โดยไม่ลืม 
          พระอานนท์ คือบุคคลผู้มีคุณสมบัติดังกล่าว ท่านเป็นพระอสีติมหาสาวก คือพระที่พระพุทธเจ้าทรงยกย่องว่าเป็นเลิศกว่าภิกษุทั้งปวง ถึง 5 ด้านในท่านผู้เดียว คือ เป็นผู้มีความรู้มาก(พหูสูต) มีความทรงจำแม่นยำเป็นเลิศ มีความเพียรเป็นเลิศ มีสติรอบคอบเป็นเลิศ และเป็นพุทธอุปัฏฐาก ผลงานโดดเด่นของท่านที่ตกทอดมาจนปัจจุบันคือ พระไตรปิฎก 45 เล่มเต็มตู้หนังสือ หลัก ๆ มาจากความจำของท่าน ซึ่งท่านเคยขอพระพุทธเจ้าเอาไว้ว่าหากพระพุทธองค์ไปเทศน์ที่ไหน โดยที่พระท่านไม่ได้ไปด้วย ก็ขอให้กลับมาเทศน์แก่ท่านอีกครั้งในภายหลัง เพื่อป้องกันข้อครหาว่าอยู่ใกล้พระพุทธเจ้าซะเปล่าแต่ไม่รุ้เรื่องที่พระพุทธองค์เทศน์สอน ดังนั้นท่านจึงรู้ และจดจำธรรมะที่พระเจ้าเทศน์สอนได้ทั้งหมด ซึ่งความอัศจรรย์นี้เป็นที่เลื่องลือตั้งแต่ครั้งพุทธกาลแล้ว จนครั้งหนึ่งพระสารีบุตรเองถึงกับเอ่ยถามถึงเคล็ดลับความจำดีของท่าน (อานันทสูตร องฺ ปญฺจก 14/322/..)
          พระอานนท์ท่านเป็นผู้ศึกษาเรียนรู้ อ่านมาก ฟังมาก เมื่อรู้แล้วก็นำสิ่งที่รู้มาเล่าต่อ มาสอน อธิบาย ทบทวนขบคิดพิจารณาต่อ และเข้าหาครูบาอาจารย์ เพื่อสอบถามข้อสงสัยต่าง ๆ หรือสรุปง่าย ๆ คือ อ่านอะไร รู้อะไร ถ้าไม่อยากลืมให้เอามาเล่าต่อได้ อธิบายให้เข้าใจได้ นำไปคิดพิจารณาทบทวน และถ้ามีโอกาส ก็สอบถามอภิปรายกับอาจารย์ผู้รู้  นี้คือเคล็ดลับความจำดีของพระอานนท์
           อยากเป็นอย่างเก่งอย่างพระอานนท์ ก็ทำแบบพระอานนท์ซึ่งสำหรับยุคปัจจุบัน เอาวิธีของพระอานนท์ไปใช้ได้ไม่ยาก คนเขียน Blog คงมีเหตุผลหนึ่งคล้ายกันคือเพื่อบันทึก สิ่งที่เคยอ่าน ผ่าน หรือ ความคิดอะไรดี ๆ เอาไว้ ไม่รู้จะเล่าให้ใครฟังก็เขียนเล่าไว้ในนี้ละกัน การเขียนทำให้ได้ทั้งเล่าเรื่อง เชื่อมโยง  อธิบาย ได้คิดตกผลึกออกมาเป็นงานเขียน และถ้าเกิดคนสนใจอาจจะแสดงความเห็นซักถามสนทนา แลกเปลี่ยนความรู้กันได้อีกด้วย ครบถ้วนตามสูตรพระอานนท์  แหะ แหะ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อจะบอกว่า วัตถุประสงค์ของการเขียนBlog ของผมนั่นเอง 

วันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ความเดือดดาลในกระแสเสียง(ของข้าพเจ้าคนอ่าน)


ก่อนอ่าน

หนังสือเรื่อง ความเดือดดาลในกระแสเสียง The sound and The fury ก่อนอ่านเขาบอกว่า คนเขียนเก่งมาก เขียนแนะนำหนังสือไว้อย่างนี้ วิลเลียม โฟลคเนอร์ นักเขียนอเมริกันผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นตำนานแห่งวงการวรรณกรรมโลก นวนิยายและเรื่องสั้นของเขามีลูกเล่นแพรวพราว ทั้งในด้านเนื้อนาการสร้างตัวละคร และวิธีการเล่าเรื่องที่เรียกกันว่า กระแสสำนึก ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ไพรส์ถึงสองครั้ง และเข้ารับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมในปี ค.ส. 1950 นักอ่านทั่วโลกรู้จักและยอมรับว่าเป็นมรดกแห่งวัฒนธรรมการอ่านตั้งแต่ยุคสมัยใหม่จนถึงปัจจุบัน”
ผมก็เลยโอเค ลองอ่านดูซิ เปิดดู ไม่มีคำนำ ไม่มีสารบัญ ไม่มีชื่อบท แต่ละบทเป็น วันเดือนปี คล้ายบันทึกประจำวัน ไม่มีอะไรให้เชื่อมโยงซักเท่าไหร่ ไม่เป็นไรอ่านเลยแล้วกัน

 หลังอ่าน

          หลังจากอ่านไปสองชั่วโมง อารมณ์มาเต็ม ทั้งอึดอัด กดดัน โมโหโทโส น้อยเนื้อต่ำใจ มาพร้อมกัน ๆ ทำไมเราโง่ขนาดนี้เลยหรือ จับประเด็นอะไรไม่ได้เลย เป็นครั้งแรกในชีวิตที่อ่านหนังสือแล้วไม่รู้เรื่องจริงเลย จับประเด็นอะไรไม่ได้  ไม่รู้อะไรจริง ๆ แม้จะอ่านจบไปบทหนึ่งแล้ว ทนไม่ไหวพลิกไปอ่านบทสุดท้าย ก็ยังไม่รู้เรื่อง จนต้องยอมแพ้เลิกอ่านในที่สุด ขณะที่กำลังคิดวนเวียนวางไม่ลง ก็ “ตู้ม!!! ” ขี่จักรยานอยู่ตอนกลางคืน ทางเลี้ยวไม่ได้ลดความเร็ว เลยแหกโค้ง เอาอกกระแทกพื้น หลังจากนั่งจุก และงงอยู่เป็นนาที จึงค่อยๆ ลุกขึ้น เจ็บทั้งกายและใจ โกรธด้วย คิดว่างานนี้ต้องด่า พรุ่งนี้เช้าจะเข้าไปคอมเม้นท์ด่า 
พอเช้ารีบมาที่คอมพิวเตอร์ เซิร์ทหาชื่อหนังสือ กับเฟสของสำนักพิมพ์ จึงได้อ่านเรื่องย่อที่เขาโพสต์เอาไว้จากหลาย ๆ ที่ เขาว่า เป็นเรื่องของ ความคิดหรือ กระแสสำนึกของคนในครอบครัวคอมป์สัน ตั้งแต่น้องเล็กสุดเบนจี้ ที่เป็นปัญญาอ่อนและพูดไม่ได้ เรียงลำดับเหตุการณ์ไม่ได้ว่าเป็นอดีตหรือปัจจุบันโยงกันวุ่นหมด ความคิดเศร้าโศกพรั่งพรูของเควนติน พี่ชายคนโตที่กำลังจะฆ่าตัวตาย  และความคิดความโกรธเกรี้ยวของเจสัน โทษทุกอย่างที่ทำให้ชีวิตบัดซบ 
เอ่อ… ผมเข้าใจแล้วครับ ผมก็ลืมนึกไป ชื่อหนังสือก็บอกอยู่แล้ว และพออ่าน ก็ได้อารมณ์ดั่งเขานำเสนอจริง มันคือความเดือดดาลในกระแสเสียง (ของคนอ่าน) นั่นเอง ทำให้นึกถึงอะไร ๆ บางอย่างที่คล้าย ๆ กับเรื่องนี้ คือ หนังเรื่อง Marry is happy หนังรางวัล ซึ่งทำมาจากข้อความในทวิตเตอร์ ของเด็กสาวคนหนึ่งมาทำเป็นหนัง โหดมาก เป็นความคิดความรู้สึกผ่านข้อความสั้น  ดูไม่จบเหมือนกัน ขอคารวะครับ ถือว่าเป็นหนังสือที่ประทับใจ แม้ว่าจะอ่านไม่จบ และไม่คิดกลับไปอ่านต่อก็ตาม

วันพฤหัสบดีที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2561

เดินงานสัปดาห์หนังสืออย่างไรให้หนุกหนาน



              จำศีล ..ปีนี้ไม่ไปไหนแล้วครับ(จริงหรอ?) ของสะสมไว้กินทั้งปี บาดเจ็บสาหัสจากงานหนังสือ (เมษายน 256)  และร้านหนังสือมือสอง




          https://pubat.or.th/archives/980  สำหรับคนที่อยากเจ็บ อันนี้เป็นรายชื่อสำนักพิมพ์ในงาน สัปดาห์หนังสือ เดือนเมษายน 2561 วิธีการเดินให้สนุก คือควรจะทำการบ้านก่อนนิดนึงโดยดูว่า มีสำนักพิมพ์อะไรที่เราสนใจ ก็ติ๊กเอาไว้จากนั้น ที่อยู่ด้านหลังไปหาบนแผนผังอีกทีหนึ่ง คราวนี้เวลาไปถึงนานก็จากเดินหาตามแผนผังได้เลย สะดวกรวดเร็ว และได้หนังสือที่อยากจะได้ครบถ้วน
          ส่วนสำนักพิมพ์อะไร น่าสนใจอย่างไร ก็จะต้องรู้ก่อนว่า สำนักพิมพ์นั้นจะพิมพ์หนังสือสไตล์ไหน มีหนังสือเด่น ๆ อะไรบ้าง ใครเป็นคนแต่ง จะได้เลือกที่ถูกกับจริตของตนได้ ยกตัวอย่างสำนักพิมพ์ในดวงใจของผมเช่น
          สำนักพิมพ์วีเลิร์น E05  เป็นพวกหนังสือฮาวทู แปลหนังสือฮาวทู ทั้งภาษาอังกฤษและญี่ปุ่นดังๆ  ไม่รู้สิ ผมว่าตอนนี้เขาแรงสุดแล้ว ในกลุ่มนี้ ใครชอบแนวนี้ต้องไปให้ได้ครับ ส่องดูเฟสครับ https://m.facebook.com/welearnbook/

         สำนักพิมพ์มติชน สำนักพิมพ์ใหญ่ หนังสือแนวประวัติศาสตร์ สำหรับออเจ้าทั้งหลายผู้อยากย้อนยุค ทั้งไทยและเทศเขายังเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์หนังสือบุพเพสันนิวาส ด้วยนะเธอ https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=1821335191264490&id=119067444824615 

          สำนักพิมพ์สมมติ หนังสือ ปรัชญาการเมือง เศรษฐกิจ สังคม  วรรณกรรมระดับตำนาน เช่น 1984 จอร์จ ออร์เวล อะไรอย่างนั้น แนวความคิดใหม่ ๆ อย่างเช่น โพสโมเดล วาทกรรม อะไรประมาณนี้ อาหารชั้นสมองชั้นสูง สำหรับผู้ชื่นชอบปรัชญาทั้งหลาย บู๊ทก็จัดได้อย่างมีสไตล์ แถมมีพวกอุปกรณ์เสริมเกี่ยวกับการเขียน และอ่านเท่ห์ ๆ ด้วยนะครับ https://www.facebook.com/sommadhibooks.page/ 

          สำนักพิมพ์ กำมะหยี่ & เอิร์นเนส E08 ส่วนมากเป็นหนังสือของ มูราคามิ เจ้าพ่อ เบสเซลเลอร์ และเกือบจะได้โนเบลแระ https://www.facebook.com/GammeMagieEditions/ 
          ซีเอ็ดยูเคชั่น v12 และ อมรินทร์ บุ๊ค เซ็นเตอร์ Q26 พี่เบิ้มใหญ่ในวงการ มีทั้งสำนักพิมพ์ สายส่ง และ เชนร้านหนังสือของตนเอง มีหนังสือหลากหลายมาก  เฟสซีเอ็ด https://www.facebook.com/SBC.fans/  อมรินทร์จะมีพวกบ้านและสวนด้วย หลัง ๆ อมรินทร์ทำหนังสือฮาวทูด้วยนะ บางเล่มก็ดีเคยซื้อมาเหมือนกัน แต่ผมชอบวีเลิร์นมากกว่าเฉพาะทางดี ลืมไป เขาซื้อลิขสิทธิ์ หนังสือแปลดัง ๆ มาด้วยนะครับ อย่าง ออริจิน หนังสือเล่มล่าสุด ของแดน บราว คนเขียน ดาวินชี่โค้ท และนิยายดัง ๆ อีกเพียบ https://www.facebook.com/amarinpublishing/?hc_ref=ARRP8EzitKbKC4BE093qX4nM3g11Wn6N8QzqIj6g7Je1WiV-0dLiQKl-DbnbPBoGpts&fref=nf 

          แซลมอน เฮ้าส์ Y12 สำนักพิมพ์อินดี้ ของนักเขียนไทย หลากหลาย ลองส่องเฟสดูเองนะครับ https://www.facebook.com/salmonbooks/ 

          พวกสำนักพิมพ์ของนักเขียนทั้งหลาย อย่างไต้ฝุ่น สตูดิโอ  H12  ก็จะเป็นงานของ ปราบดา หยุ่น และพวกแนว ๆ แบบนี้ https://www.facebook.com/typhoonstudiothailand/?hc_ref=ARRHx94oan-w5EnVhjTrUSGk3f0--q-38Z-5PuAR-nc2B3IhZ4feh63ktaPl9F8R0Z8&fref=nf  คู้บ (นิ้วกลม) ของ     สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ เช่นเรื่อง โตเกียวไม่มีขา สำนักพิมพ์ ไรเตอร์ S39 พิมพ์งานของหลายคน เช่น บินหลาสันกาลาคีรี นักเขียนรางวัลซีไรท์ เรื่องเจ้าหงิญ หรือ เรื่องผู้หญิงอยุธยา อันนี้ก็เป็นหนังสือประวัติศาสตร์ที่สนุกมาก ก็นะคนเขียนนิยายระดับเทพ มาเขียนจะให้น่าเบื่อได้อย่างไร https://www.facebook.com/writerthailand/ 

          สำนักพิมพ์ทับหนังสือ W18  หนังสือคุณภาพ แปลและพิมพ์หนังสือระดับโลก หนังสือเปลี่ยนโลก ที่ควรอ่านสักครั้งในชีวิต เช่น เรื่อง กระท่อมน้อยของลุงทอม โมบี้ดิ๊ก .. พิมพ์ปกแข็ง อย่างดี เหมาะแก่การอ่านและสะสม มีเท่าไหร่ก็หมดตัวได้ ณ บู๊ทนี้ ของเขาดีจริง เชิญส่องเฟสครับ https://www.facebook.com/%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%AD-501887839931528/?ref=br_rs นอกเรื่องนิดหนึ่ง พูดถึงหนังสือเปลี่ยนโลก ในงานมี นิทรรศการหนังสือ เปลี่ยนโลกครับ ลองดูว่าเคยอ่านกันมากี่เล่มแล้ว https://www.youtube.com/watch?v=UX_2MJY-uRo&feature=youtu.be 

          ธรรมสภา บันลือธรรม F15 สำหรับพระ และผู้สนใจพระพุทธศาสนา สำนักพิมพ์แนวหน้าด้านวิชาการพระพุทธศาสนา ที่ออกงานออกมาอย่างต่อเนื่อง และ งานของท่านพุทธทาสด้วย

          นานมีบุ๊คส์ A12 พี่บิ๊ก ด้านวรรณกรรมเยาวชน  เขาใหญ่ที่สุดแล้วในวงการ ซื้อลิขสิทธิ์ แฮรี พอทเตอร์ หนังสือใหม่ล่าสุดของ คุณนาย เจเค โรว์ลิง  เกมส์ออฟโทรน ของลุง จอร์จ (เด็กตรงไหน) เชอร็อก โฮมส์, ไม่อยากให้, อยากให้เรื่องนี้ไม่ม่โชคร้าย ไปจนกระทั่งถึงนิทาน  เยอะมาก ลองทัศนาส่องเฟสดูเอาครับ https://www.facebook.com/nanmeebooksfan/

          บทจร S39 สำนักพิมพ์ ที่เน้นผลงาน ของนักเขียนระดับรางวัลโนเบล แปลมาให้คนไทย ได้อ่าน อย่างยัญพิธีเชือดแพะ ของ มาริโอ มาคัส โยชา นักเขียนโนเบล ชาวเปรู  เรื่องหิมะ และ เมืองที่มองไม่เห็น ส่อง ส่อง ส่อง https://www.facebook.com/Bodthajorn/

          พราว W07 หนังสือสอนภาษา ทั้งอังกฤษ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ด้วยการ์ตูน และมายด์แม็พ อ่านเข้าใจง่าย ที่สำคัญ คนขายใจดีมาก ซื้อเล่มเดียว แถมที่คั่นหนังสือเพียบ สวย ๆ ทั้งนั้น ไม่ขายแต่ถวายเลย ไปอุดหนุนกันนะ (ร้านอื่น ต้องขอถึงจะให้ที่คั่นหนังสือ) https://www.facebook.com/proudbook/

          ฟรีฟอร์มสำนักพิมพ์ I11 สำนักพิมพ์ ที่พิมพ์งานของ ปราย พันแสง กับหนังสืออื่น ๆ ซึ่งตอนนี้ลดราคาหนังสือเก่า มือหนึ่ง เล่มละ 100 บาท ดี ๆ หลายเล่ม เคยซื้อ ปล่อยให้พวกนั้นกินเค๊กซะ .. เป็นหนังสือประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส แบบจิกกัดที่สนุกดี เลยไปหาอีก ใช้ได้เลยครับสำนักพิมพ์นี้ เฟสของสำนักพิมพ์ยังไม่มีมั้งครับ หาไม่เจอเลยไปส่อง เฟสของปรายพันแสงเขาแทน https://www.facebook.com/prypansang/videos/1830896470287659/?hc_ref=ARS_JkVVxtSbvgribSM5OmjB-o927BFTo7mLK3m2G802oBZZOtnxUAbPDeZYf_t8t-A&fref=nf
          สำนักพิมพ์โอเพ่นเวิลด์ส x ซอลต์ x บุ๊คสเคป G14  อีกหนึ่งสำนักพิมพ์อินดี้ ทีเน้นเรื่อง เศรษฐกิจ และการเมือง เอาหนังสือหัวข้อยาก ๆ มาพิมพ์ จึงเป็นที่นิยมเพราะหาอ่านยาก เช่น ศาสนา ประวัติศาสตร์ศรัทธาแห่งมวลมนุษย์  อันนี้ได้เบสท์เซลเลอร์ ค้างฟ้าเลย เขาว่าอ่านง่ายสนุก เปิดมุมมองให้เห็นพัฒนาการของศรัทธามนุษย์ ซื้อมาแล้วแต่ยังไม่ได้อ่าน ประวัติศาสตร์อาหาร ประวัติศาสตร์สายฝน ไปจนถึง หนังสือชุด ความรู้ฉบับพกพา เช่น ปรัชญาการเมือง สิทธิมนุษยชน สังคมวิทยา ฟูร์โก เป็นต้น ดีงามครับ สำนักพิมพ์นี้ เทใจเป็นแฟนเลยทีเดียว https://www.facebook.com/Openworlds/

          ประมาณนี้แล้วกันครับ นี้เป็นส่วนหนึ่ง ของสำนักพิมพ์ในดวงใจ และมีหนังสือใหม่ ๆ พิมพ์ออกมา บางสำนักพิมพ์ อย่าง สสท. ผีเสื้อ หลัง ๆ ก็ค่อนข้างเงียบ ๆ จึงไม่ได้กล่าวถึง และอีกหลายสำนักพิมพ์ เช่นพวกนิยายไทย วัยรุ่น อะไรอย่างนี้ ผมก็ไม่ได้ใส่ไว้ เพราะเลยวัย และไม่ได้สนใจ ซึ่งก็มีเยอะมาก  แค่นี้ก็ผ่านไป 5 ชั่วโมงแล้ว ต้องรีบกลับ ไม่ใช่อะไรครับ หมดเนื้อหมดตัว หมดแรง แนะนำว่าควรเอากระเป๋าลากไปด้วย อย่าอายเลยครับ การเดินทาง ถ้าใจรักขึ้นรถไฟใต้ดิน ที่สถานีเซ็นทรัลลาดพร้าว สะดวกมากครับ ถึงเลย โผล่จากรถไฟ เดินแค่ร้อยเมตร ก็เข้างานแล้ว ถ้าเป็นพระควรไปวันธรรมดา เห็นว่าวันหยุดคนแน่นเบียดเป็นลมกันหลายรายเลยทีเดียว สู้ไม่ไหวหรอกครับ และเป็นไปได้ ออกแต่เช้า ฉันเพลที่ศูนย์อาหาร และกลับก่อน 3 โมงเย็น เพราะถ้าเย็นนักคนเลิกงาน รถไฟใต้ดินคนแน่นมาก ขากลับออกจากเมือง ซึ่งถ้าเลยจริง ๆ แล้วรถแน่นจริง ๆ เข้าไม่ได้เลย ก็ใช้วิธี นั่งรถไฟใต้ดินนั่นแหละ เข้าเมือง ไปหัวลำโพงแทน ไม่กี่สถานีครับ เพื่อจะขึ้นต้นสาย มีที่ยืนหรือนั่งมาลงปลายทางที่จตุจักร  ขากลับลงสถานีจตุจักรนะครับ จะได้ไม่ต้องข้ามถนน
          สำหรับคนที่รักไคร่ ชอบพอในหนังสือ น่าไปอยู่ครับ ทุกสำนักพิมพ์ในประเทศไทยมาออกร้าน ได้เห็นหนังสือใหม่ ได้ดมกลิ่น สัมผัส จับอ่าน พูดคุย รู้สึกได้ถึง คนที่ชอบอะไรเหมือนกัน อย่างเจอหลาย ๆ ร้าน คนขาย ก็อยากจะเล่าอยากจะคุยเกี่ยวกับหนังสือ ไม่ยิ่งหย่อน ไปกว่าการจะขายของซะเท่าไหร่ คนซื้อก็ดูเหมือนกับต้องมนต์อะไรซักอย่าง อยากอ่านอยากหยิบ ละลานตาไปหมด ดูผู้คน ดูของ สนุกกับการเดินทาง และเรื่องไม่คาดฝัน ดีต่อใจ เจง เจง ครับ

วันพุธที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2561

วิเคราะห์จุดกำเนิดของศาสนา ผ่านรูปแบบการทำมาหากินของมนุษย์

วิเคราะห์จุดกำเนิดของศาสนา ผ่านรูปแบบการทำมาหากินของมนุษย์
            มนุษย์ไม่ได้รู้ทุกเรื่อง แต่ก็อยากจะรู้ไปซะทุกเรื่อง ซึ่งสิ่งที่อยากรู้ก็มีอยู่สองเรื่องใหญ่ ๆ คือ เรื่องของตัวเอง และเรื่องของชาวบ้าน (เรื่องนอกตัว) เรื่องเกี่ยวกับตัวเองก็เช่น เรื่องสุขภาพร่างกาย เช่น ทำไมอ้วน ทำไมผอม ทำไมปวดหัว ทำไมตัวร้อน เป็นต้น เรื่องเกี่ยวกับความรู้สึก อารมณ์เช่น ทำไมจึงสุข ทำไมจึงทุกข์ โกรธ เกลียด เป็นต้น ส่วนเรื่องนอกตัว ก็เป็นเรื่องของคนอื่น แล้วก็มักจะมาเทียบกับตัวเอง เช่น ทำไมเขารวยกว่า ทำไมเขาเก่งกว่า หล่อกว่า สวยกว่า เป็นต้น หรือเรื่อง สัตว์ สิ่งของ สิ่งแวดล้อมรอบตัว ทำไมฝนตก ทำไมฟ้าร้อง วัวกินอาหารอะไร นกอาศัยอยู่ที่ไหน ด้วยความสงสัยเหล่านี้ ได้เป็นแรงผลักดันอันหนึ่ง ให้มนุษย์หาคำตอบ ได้มาเป็นความรู้ สมบูรณ์มากหรือน้อย แตกต่างกันไป สำหรับความรู้ที่สมบูรณ์แล้ว ก็คงไม่มีปัญหาอะไร ส่วนความรู้ที่ไม่สมบูรณ์ แต่จำเป็นต้องนำมาใช้ประโยชน์เดี๋ยวนี้ จึงต้องหาคำตอบ และคำอธิบายมาใช้ไปพลาง ๆ ก่อน เหมือนกับการใช้ตัวแปร ในสมการคณิตศาสตร์ สิ่งที่ยังหาค่าไม่ได้ ก็ใช้ตัวแปรแทน เช่น ค่า x, y, z เป็นต้น แล้วค่อยมาหาค่าตัวแปรในภายหลัง สิ่งที่มนุษย์อธิบายไม่ได้ก็เช่นเดียวกัน ทางศาสนาแบบเทวนิยม ก็เรียกว่า เป็น พระเจ้า, เทพเจ้า, เจ้าพ่อ, เจ้าแม่, เทวดา, ผี จากนั้นจึงอธิบายเรื่องราว แล้วลงสู่การปฏิบัติ เป็นความเชื่อ พิธีกรรมต่าง ๆ ตามมา
พัฒนาการความเชื่อของมนุษย์ เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์
            เหตุที่ต้องเอาความรู้มาใช้ทันที แม้จะยังไม่เข้าใจ อธิบายไม่ได้ดังกล่าว เพราะมีแรงขับอีกอย่างหนึ่งที่ติดตัวมนุษย์มา เป็นแรงขับด้านลบ นั้นคือความทุกข์ ซึ่งในพระไตรปิฎกได้กล่าวถึง ได้แก่ ความหิว ความกระหาย ปวดอุจจาระ ปวดปัสสาวะ ความร้อน และความหนาว ซึ่งในหนังสือทุกข์ประจำสรีระ ของพระทัตตชีโว ท่านอธิบายไว้ว่า ร่างกายมนุษย์ประกอบด้วยธาตุ 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ มีเกิดตายตลอดเวลา ใน 1 นาทีในร่างกายมีเซลล์ตายประมาณ 300 ล้านเซลล์ ดังนั้นเราจึงต้อง เติมธาตุเข้าไปทดแทน เติมธาตุดิน ด้วยการกินอาหาร ธาตุน้ำ ด้วยการดื่มน้ำ เติมธาตุไฟด้วยเครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัยเพื่อรักษาอุณหภูมิ เติมอากาศธาตุด้วยการหายใจ ซึ่งรวมแล้วก็คือปัจจัย 4 หรือความต้องการพื้นฐานของมนุษย์นั่นเอง เพราะคนเราต้องกินต้องใช้เพื่อดำรงชีวิตอยู่ และมีความสุขตามอัตตภาพ
เจ้าพ่อเจ้าแม่และเจ้าแห่งธรรมชาติทั้งหลาย (พหุเทวนิยม)
          ไมเคิลไรท์ ในหนังสือเรื่อง ตะวันตกวิกฤต คริสต์ศาสนา ได้อธิบายจุดกำเนิดของศาสนา โดยมองแบบมานุษยวิทยา ในเรื่องของการหากินของมนุษย์ มีผลทำให้เกิดความเชื่อ แบบเทวนิยม แล้วค่อยพัฒนาขึ้นมาเป็นศาสนา ซึ่งเริ่มตั้งแต่ต้นก่อนประวัติศาสตร์  ในยุคหินเก่า การหากินของมนุษย์หลัก ๆ คือการ เก็บของป่าและล่าสัตว์ ยังไม่มีการกสิกรรมและเลี้ยงสัตว์ ชีวิตต้องพึ่งพิงสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก คือ “ดินและฟ้า” เพราะ  ถ้าดินดี พืชพรรณธัญญาหารก็อุดมสมบูรณ์ สัตว์ให้ล่าก็มีมาก ทำให้มีกินมีใช้ไม่อดอยาก ทั้งยังเป็นที่อยู่ (ถ้ำ) เป็นที่ตาย เป็นแหล่งน้ำ แม่น้ำ สระน้ำ บึง บ่อ สำหรับดื่มกิน อาบใช้ เพาะปลูกทำการเกษตร  ส่วนฟ้า ให้แสงสว่างจากดวงอาทิตย์ ให้ความอบอุ่น ในยุคแรก มนุษย์ให้ความสำคัญกับดินมากกว่า และคิดว่าถ้าดินจะเป็นเทพเจ้าแล้ว จะต้องเป็นผู้หญิง มีการพบเทวรูป? ในถ้ำ ล้วนเป็นรูปผู้หญิงท้อง เป็นเจ้าแม่ หรือ เจ้าแม่ดิน ผู้หญิง มีความสำคัญและศักดิ์สิทธิ์ เพราะท้องได้ ให้กำเนิดลูกได้ มีนมให้ลูกกิน มีประจำเดือน ผู้ชาย ให้ลูกไม่ได้ มีหน้าที่เสี่ยงตาย และปรนนิบัติรับใช้ผู้หญิง
          ต่อมายุคหินใหม่ ผู้คนเลิกพเนจร อยู่กับที่ ทำกสิกรรม หรือเลี้ยงสัตว์ อยู่เป็นชุมชน ผู้ชายมีความสำคัญมากขึ้น รู้ว่าใครเป็นพ่อเด็ก  ทำให้เห็นวงจรของชีวิตได้ชัดเจนขึ้น เช่นเดียวกับ “ข้าว” เมื่อปลูกแล้ว ก็เติบโต และเก็บเกี่ยว หรือตายเพื่อเป็นอาหารของมนุษย์ สัตว์ที่เลี้ยงไว้เช่นกัน เมื่อโตได้ที่ก็ต้องฆ่าเอามาเป็นอาหาร พระอาทิตย์ ที่ขึ้นและตกดิน ฤดูกาลที่หมุนเวียน จึงเป็นที่มาของความเชื่อว่า เจ้าพ่อฟ้า ลงมาเป็นผัวเจ้าแม่ดิน เกิดเจ้าลูกเพื่อตายเป็นอาหารให้แก่มนุษย์ ในรูปของ ลูกแกะ องุ่น หรือต้นข้าว อีกประการ ซากพืชซากสัตว์ที่ตายแล้วก็เป็นปุ๋ยชั้นดีให้พืชพรรณจึงไม่แปลกทำไมเจ้าแม่ จะชอบเลือด ชอบความตาย ซึ่งพวกกสิกรรมจะนับถือเจ้าแม่ดินในรูปของ งู (พญานาค) พวกเลี้ยงสัตว์นับถือเจ้าพ่อฟ้าในรูปของวัว 
          จากตำนาน ควบคู่กับพิธีกรรม เจ้าปี ในตำนานเก่าแก่ (โดยเฉพาะชาวกรีก) จะมีแข่งกีฬาเพื่อคัดเลือก ชายหนุ่มรูปหล่อเข้มแข็งที่สุด เพื่อเป็น ผัว เป็นลูก และเป็นเหยื่อ ของเจ้าแม่ดิน (คนทรง) ผู้ที่ได้รับเลือกจะมีฐานะเป็นกษัตริย์ชั่วคราว เมื่อครบ 1 ปี ชายผู้นี้ จะถูกทรมานและฆ่าตาย เช่นเดียวกับ ข้าว ลูกแกะ พวงองุ่น ที่ตายเพื่อให้คนกิน   เมื่อเจ้าปีตาย จะกลับไปบาดาลเพื่อสมสู่กับเจ้าแม่ดินในฤดูหนาว และกลับมาเกิดใหม่ ในฤดูใบไม้ผลิ ในฐานะลูกของตัวเอง ในรูปของ พันธุ์ข้าว ลูกแกะ และอื่น ๆ เป็นวัฏจักร
          ความเชื่อนี้เป็นที่นิยมแพร่หลาย แม้จะเรียกชื่อต่างกันไปเช่น อียิป เรียกเจ้าแม่ว่า Isis เจ้าลูก Osiris ชาวบาบิลอน เรียก Ishtar กับ Tammuz ชาวสุเมเรียนเรียก Inanna กับ Dumuzi ชาวปาเลสไตน์เรียก Anath กับBaal ชาวกรีกเรียก Aphro กับ Adonis ซึ่งเป็นทั้งคำอธิบายและปลอบประโลมใจมนุษย์ เรื่องความตายว่าเป็นสิ่งไม่น่ากลัวเป็นธรรมชาติ และให้สิทธิในการฆ่าทั้งสัตว์และพืชเพื่อเป็นอาหารของมนุษย์

          ยุคสำริด ในกรีซ มีผู้รุกราน ปล้นสะดม เป็นชนเผ่าเร่ร่อนเลี้ยงสัตว์ ต้อนฝูงสัตว์ไปตามทุ่งหญ้าในเอเชียกลาง จึงไม่ให้ความสำคัญกับดิน แต่ให้ความสำคัญกับท้องฟ้า เจ้าพ่อฟ้า เทพเจ้าจึงเป็น สุริยเทพ Apollo หรือเทพสายฟ้า Zeus ซึ่งเทพเหล่านี้ ก็ไปแอบไปเป็นชู้ กับเจ้าแม่ดินท้องถิ่นจนมีลูก ซึ่งลูกก็คือ เชื้อสายเทพซึ่งเป็นบรรพบุรุษของกษัตริย์ต่าง ๆ แล้วทั้งคนและความเชื่อก็หลอมรวมตัวกัน เจ้าพ่อฟ้าใหม่ ไม่ยอมถูกเจ้าแม่ดินฆ่า เหมือนเจ้าพ่อเก่า แต่ก็ไม่ได้ยกเลิกธรรมเนียมฆ่า ใช้อย่างอื่นให้ฆ่าแทน เช่นเชลยศึก หรือ สัตว์เป็นสิ่งบูชายัญแทน เจ้าพ่อฟ้าจากท้องทุ่ง ก็พัฒนามาเป็น ยุคคลาสสิค Classical Age ดังนั้นเทพนิยายกรีก และ เทพนิยายฮินดู ล้วนแต่เป็นเรื่องเล่า ตำนานการรบช่วงชิงปล้นฆ่า ทั้งดินแดน อำนาจ หญิงสาว(เจ้าแม่ดิน)  เพราะวัตถุประสงค์คือการอธิบายธรรมชาติของมนุษย์และสังคม ไม่ใช่ความจริงที่ต้องเชื่องมงายหรือไม่เชื่อ ไม่มีศีลธรรมเพราะศีลธรรมเป็นเรื่องของปรัชญา ซึ่งเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
จุดกำเนิดศาสนาของชาวยิว
            คำว่ายิว เป็นได้ทั้งชาติ(เผ่าพันธุ์) และ ศาสนา แยกกันไม่ได้ ประวัติศาสตร์ของชาวยิวโบราณ จะเรียก ยิว อิสราเอล หรือ ฮิบรูก็แล้วแต่ แยกยากระหว่างเผ่ายิวกับเผ่าอื่น แต่ชาวยิวเชื่อว่าประวัติศาสตร์ของชนชาติตนเองโดยเฉพาะถูกบันทึกอยู่ พระคัมภีร์เก่า (Old Testament) ในฐานะของชนชาติที่พระเจ้าเลือก ดังนั้นเรื่องราวของเขาจึงย้อนไปไกลได้ถึงครั้งพระเจ้าสร้างโลก  
            การสร้างโลก จุดกำเนิดกล่าวอยู่ในคริสต์ธรรม ภาคพันธสัญญาเดิม  เล่าว่าพระเจ้าเป็นผู้จัดระเบียบจากความยุ่งเหยิง โดยแยกฟ้ากับดิน ดินกับน้ำ วันกับคืน  พระเจ้าสร้างสรรพสิ่ง สร้างโลก และสร้างมนุษย์ เมื่อเทียบกับ เมื่อเทียบกับตำนานของชาวแบบิลอน (Enuma Elish)  แล้วเรื่องราวคล้ายกันมาก ต่างกันที่พระเจ้าชาวยิว สร้างโลกด้วยลำพังคนเดียว ด้วยวาจาสิทธิ์  ส่วนพระเจ้าบาบิลอน กล่าวว่าพระเจ้าเขากับญาติ ได้ต่อสู้กับ เจ้าแม่ทะเล ที่มีร่างเป็นงูยักษ์ (เจ้าแม่ดิน ?) ใช้ดาบฟันขาดเป็น 2 ซีก ซีกหนึ่งกลายเป็นท้องฟ้า อีกซีกหนึ่งกลายเป็นแผ่นดิน ตัดหัวไปวางทางเหนือกลายเป็นภูเขา แล้วเอามีแทงตาเลือดไหล นอง 2 สายกลายเป็น แม่น้ำ ไทกริส ยูเฟรติส ไมเคิลไรท์ว่า เรื่องดุเดือดอย่างนี้ เป็นสไตล์ของเก่าแน่นอน ส่วนของยิวนั้นเรียบร้อยเกินไป อาจจะมีการปรับปรุงในสมัยหลัง
          การสร้างมนุษย์ พระเจ้าเอาดินปั้นเป็นตุ๊กตา แล้วเป่าลมเข้าจมูก เหมือนกับ ตำนานของบาบิลอนอีกเช่นกัน แต่ชัดเจนว่า สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นทาส ทำสวนให้เทพเจ้าอยู่ดีกินดี ส่วนของยิว จะเลี่ยงใช้คำว่าทาส ของยิว แม้ไม่ใช้คำว่าทาส บางการตีความบอกว่าเป็นเพื่อน หรือพอใจที่จะสร้างก็ตาม แต่ที่แน่ ๆ คืออดัมมีหน้าที่ดูแลสวนอีเดน และเชื่อฟังในพระเจ้าอย่างไม่มีเงื่อนไข ไม่ต่างกับตำนานของบาบิลอน จึงเป็นไปได้ว่าแม้จุดนี้ก็ถูกแก้ไขในภายหลัง 
          พระเจ้าสร้างผู้ชายก่อนชื่อ อดัม และสร้างผู้หญิงชื่อ เอวา จากกระดูกซี่โครงชาย แล้วทั้งสองก็ช่วยกันดูแลสวนอีเดน ซึ่งในสวนอีเดนนี้ มีต้นไม้พิเศษอยู่ 2 ต้น คือต้นไม้แห่งชีวิต และต้นไม้แห่งความสำนึกในความดีและความชั่ว เอวาถูกซาตาน ที่มาในรูปของงู ล่อลวงให้เธอกินผลไม้ จากต้นไม้แห่งความสำนึกในความดี และความชั่ว และเอวา ก็มาชวนอดัมให้กินผลไม้ด้วย ผลจากความผิดนี้ ทำให้ทั้งอดัม และเอวา ถูกขับไล่ออกมาจากสวนเอเดน และถูกสาปแช่งจากพระเจ้า ให้ทำงานหนักตลอดชีวิต ให้คลอดลูกด้วยความเจ็บปวด และให้ตาย ซึ่งบาปนี้ได้เป็นดั่งมรดกส่งต่อให้กับมนุษย์ทุกคน ซึ่งทำให้พระเจ้าต้องมีงานใหญ่ต่อ คือการไถ่บาปของมนุษย์ 
          อดัม เอวา และงูในสวน มาจากเทพนิยายเก่า จากที่เจ้าแม่ดิน จะพาเจ้าพืชไปเมืองบาดาลเป็นพญานาคเพื่อสมสู่กับเจ้าแม่ดิน และกลับมาเกิดเป็นพืชพรรณธัญญาหารเลี้ยงมนุษย์ในฤดูใบไม้ผลิต่อไป กลับเป็นว่า เอวา (เจ้าแม่ดิน) ร่วมมือกับ งูใหญ่ ชวนอดัม ซึ่งแปลว่า "คน" ให้ทำผิดต่อพระเจ้าซึ่งผล่ของการขบถต่อฟ้าในครั้งนั้น เป็นจุดกำเนิดของบาป หรือความชั่วในจักรวาล ซึ่งแต่เดิมมีแต่ความดีล้วนเพราะพระเจ้าเป็นผู้สร้าง หรือพูดอีกอย่าง ความชั่วร้ายวุ่นวายทุกอย่างล้วนเกิดแต่สตรี
          น้ำท่วมโลก ของชาวยิว ตรงกับนิทานเทพล้างโลก ของชาวบาบิลอน ต่างกันตรงที่ ของบาบิลอน พระเจ้าทำงานเป็นทีมช่วยกันทำลายโลก สาเหตุเพราะรำคาญมนุษย์ เฮฮาเสียงดังชาวสวรรค์นอนไม่หลับ ส่วนของยิว พระยาห์เวห์ โกรธที่มนุษย์ ทำบาป และไม่เกรงกลัวพระเจ้า ตรงจุดนี้จะเห็นความแตกต่างได้ว่า
          1. พระเจ้าเผ่าอื่นมีหมูญาติ พระเจ้ายิวมีเพียงหนึ่ง ที่สำคัญคือไม่มีเมีย ออกจะไม่ค่อยชอบ ดังเช่นบาปของมนุษย์มาจากผู้หญิง และ อดัม ซึ่งเป็นชายไม่ผิดเพราะกินผลไม้ที่ภรรยานำมาให้กิน     
          2. พระเจ้าของเผ่าอื่น คือธรรมชาติ ฟ้า ดิน น้ำ พืช ฯลฯ ส่วนพระเจ้าของยิว อยู่เหนือธรรมชาติ สร้างธรรมชาติ และแทรกแซงธรรมชาติที่ตนเองสร้าง  
          3. พระเจ้าเผ่าอื่น ดำเนินตามให้ความสำคัญกับวัฏจักร ความสมดุลย์ของธรรมชาติ ความอุดมสมบูรณ์มีความสุขของมนุษย์ แต่พระเจ้าของยิว สนใจเรื่องศีลธรรมเป็นเรื่องหลัก คอยสอดส่องผู้ทำผิดเพื่อลงโทษ  ไม่มีบุญ หรือ รางวัลในการทำความดี ในการทำสิ่งที่พระเจ้าบัญญัติ เพราะสิ่งที่พระเจ้าสร้างสมบูรณ์ดีอยู่แล้ว ตรงกันข้าม หากทำผิดที่บัญญัติไว้ เป็นบาปต้องได้รับโทษ
ยุคนิทานบรรพบุรุษ
            เป็นเรื่องราวความสัมพันธ์ของบรรพบุรุษชาวยิวกับพระเจ้าของเขาก่อนที่จะเป็นพระเจ้าของชาวโลกทุกคน (คริสต์ และ อิสลาม) โดยเริ่มจากเมื่อประมาณ 4,000 ปีก่อน มีชายคนหนึ่งชื่อ อับราฮัม ชาวเมืองอุรของบาบิลอน มีอาชีพเลี้ยงแกะ พระเจ้าเกิดถูชะตา จึงมาบอกว่า ถ้านายเก็บของแล้วย้ายไปอยู่ที่ คะนาอัน (ปาเลสไตน์ปัจจุบัน) พระเจ้าสัญญาว่า ต่อไปเขาจะมีลูกหลานมากมาย มีดินแดนของตนเอง เป็นชนชาติที่ยิ่งใหญ่ มีอำนาจแผ่ขยายไปทั่ว พูดง่าย ๆ จะให้เป็นเจ้าโลกนั่นเอง อับราฮัมก็ตกลงทันที แต่จริง ๆ แล้วอับราฮัมอายุก็เยอะแล้ว แต่งานกับภรรยาชื่อซารามาตั้งนานก็ไม่มีบุตรด้วยกัน ดังนั้นอับราฮัมจึงไปเอาหญิงคนรับใช้มาเป็นภรรยาอีกคนหนึ่ง ชื่อ ฮากา ต่อมาไม่นานก็ได้บุตรชาย ชื่อ อิสมาเอล (ซึ่งเป็นต้นตระกูลของชาวอาหรับ ปรากฏในอัลกุรอาน แต่ในไบเบิลไม่ได้กล่าวถึงต่อ) หลังจากนั้น เมียหลวงคือ ซารา ก็ให้กำเนิดบุตรบ้าง เป็นบุตรชายชื่อ อิซาอัก
          พ่ออิซาอัก ก็แต่งงานมีครอบครัวกับหญิงสาวชื่อ รีเบคกา ก็ได้พระเจ้าเป็นพ่อสื่อให้ เมื่อนางจะคลอด เจ็บครรภ์มากพระเจ้าก็อวยพรให้คลอดง่าย เมื่อคลอดแล้วได้ฝาแฝดชาย พี่ชื่อ เอซาอุ น้องชื่อจาคอป  ซึ่งยาคอปคนน้องออกจะเจ้าเล่ห์ ด้วยการหลอกพี่ให้ยกมรดกให้ตนเอง และเมื่อพ่ออิซาอักใกล้ที่จะตาย จาคอปก็หลอกพ่อให้ยกอำนาจการปกครองตระกูลให้กับตนเอง ด้วยความช่วยเหลือของแม่ที่รักยาคอปมากกว่า (ผู้หญิงเสี้ยมสอนให้ลูกชายทำความชั่ว) ดังนั้นพี่ชายจึงแค้นมาก และพี่ เอซาอุ นี่เองที่เป็นบรรพรุษของชาว Edom ศัสตรูของชาวยิวกลุ่มหนึ่งแต่สุูญหายไปแล้ว ไม่เพียงเท่านั้น แม้แต่กับพระเจ้าเอง จาคอป ก็ยังตั้งเงื่อนไขให้
          พ่อยาคอป ยาคอปมีเงื่อนไขในการเชื่อพระเจ้า ต่างจากพ่อ และ ปู่ ที่ยอมรับพระเจ้าอย่างไม่มีเงื่อนไข วันหนึ่งขณะแอบไปนอนหลับข้างนอกคนเดียว พระเจ้าก็มาหาแนะนำตัวว่า เป็นพระเจ้าของปู่ ของพ่อ และตอนนี้เขาคือเชื้อสาย ถ้ายอมรับก็จะเป็นพระเจ้าของเขาต่อ ซึ่งหากเชื่อในพระเจ้า ท่านสัญญาว่าต่อไป จะเป็นชนชาติที่ยิ่งใหญ่ พูดเหมือนกับที่เคยบอกแก่ อับราฮัม และอิซาอัก แต่คราวนี้ เมื่อยาคอปตื่นขึ้น เขากล่าวว่า "สาธู ๆ ดี ๆ ที่นี่เป็นที่ดี, เป็นที่สถิตของพระเจ้า หากพระเจ้าอยู่ข้างฉันจริง ฉันอาจจะรับท่าน เป็นพระเจ้าของฉัน และยกหินต้งนี้เป็นที่สถิตย์ของพระองค์" คือถ้าให้ยอมรับพระเจ้าล่ะก็ต้องช่วยฉันนะ ฉันจึงจะยอมรับนับถือ และยังจะสร้างศาลให้ด้วย นอกจากนี้ พระเจ้า บางความเห็นก็ว่าเป็นทูตสวรรค์ ลงมาปล้ำสู้กันกับยาคอปจนถึงเช้า และยอมรับว่ายาคอป เป็นฝ่ายชนะ จึงตั้งชื่อให้เขาใหม่ว่า อิสราเอล (Israel) ซึ่งแปลว่า ผู้ปล้ำสู้กับพระเจ้า และต่อมาท่านก็ได้เป็นพ่อของลูก 12 คน ซึ่งเป็นต้นตระกูลของชาวยิว 12 เผ่า
          จะเห็นได้ว่าบทบาทของพระเจ้า จะค่อย ๆ พัฒนาขึ้นมาจาก เทวดาประจำตัวของอับราฮัม ส่งต่อมายังลูกหลาน เหมือนกับเทวดาประจำบ้าน หรือ ผีบรรพบุรุษที่คอยดูลูกหลาน ให้อยู่ดีมีความสุข คำถามคือทำไม ทางยิวเขาก็ตอบเป็น 2 ทางคือ พระเจ้าเป็นผู้เลือกชาวยิว ซึ่งถ้าคำตอบอย่างนี้เป็นอันจบเพราะถ้าอยากรู้ก็ต้องไปถามพระเจ้าเอา หรืออีกทางหนึ่ง คือ ยิวเป็นคนเลือกที่จะยอมรับพระเจ้า ดังที่ยาคอป ยอมรับพระเจ้า ถ้าพระเจ้าจะอยู่เคียงข้างและช่วยเหลือเขา แสดงว่ายิวต้องการอะไรบางอย่าง ที่จะทำให้ชนชาติของตนแตกต่าง จากเผ่าอื่น อะไรบางอย่างที่เขาคิด แล้วว่าเจ้าพ่อเจ้าแม่ธรรมชาติมอบให้เขาไม่ได้ อาจจะเป็น ความมั่นคงเป็นอมตะ (ไม่เป็นวัฏฏะแบบธรรมชาติ) อำนาจที่เหนือกว่าเผ่าอื่น ซึ่งจะเด่นชัดยิ่งขึ้นในยุคต่อไป
ยุคโมเสสและการอพยพออกจากอียิป
            เรื่องราวของโมเสส ซึ่งเป็นเชื้อสายของยาคอป หรือ อิสราเอล เป็นผู้นำชาวยิวในอียิป ซึ่งตกเป็นทาสหลายชั่วคน หนีออกมาเร่ร่อนในทะเลทรายอยู่ 40 ปี ก่อนที่จะไปยึด คะนาอัน ดินแดนแห่งพันธะสัญญา และตั้งประเทศได้สำเร็จ
          โมเสส พบพระเจ้าในรูปของ ต้นไม้ที่ลุกเป็นไฟพูดได้ บอกว่าท่านเป็น พระเจ้าของอับราฮัม อิซาอัก และยาคอป และสั่งให้โมเสสปลดปล่อยชาวอิสราเอลซึ่งเป็นทาสในอียิป ซึ่งท่านก็ทำสำเร็จด้วยอภินิหารมากมาย หนีมาถึงเขา Sinai กลางทะเลทราย จากนั้นจึงประทานบัญญัติ 10 ประการ ซึ่งบัญญัตินี้ เป็นทั้งคำสอนเรื่องศีลธรรม และเป็นพันธะสัญญา ระหว่างพระเจ้า กับเผ่าชาวยิว หากชาวยิวเชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสัง ก็จะคอยคุ้มครองดูแล  มีปรากฎว่าชาวยิวนอกใจ หันไปนับถือเทพเจ้าตามแบบอียิป คือ บูชาเทวรูป รูปวัว พระเจ้าโกรธ สั่งโมเสส ประหารชีวิตชาวยิวไป 3,000 คน และส่งงูมากัดให้คนตายอีก โมเสสก็แก้ด้วยการตั้งเสา นาคสำริด คนถูกงูกัดมองดูเสาก็จะหายจากพิษงู ระหว่างการเดินทางพระเจ้าสั่งให้โมเสสทำตู้คานหามขึ้น เพื่อพระเจ้าจะได้สถิตย์อยู่ในตู้ โดยกลางวันจะเห็นเป็นหมอก กลางคืนจะเห็นเป็นไฟ เมื่อพระเจ้าอยู่ ก็จะตั้งค่าย ถ้าหมอกควันหายจะเก็บของเดินทางต่อไป แล้วชาวอิสราเอล ก็นอกใจพระเจ้าอีกครั้งงคราวชนะศึก เมือง Peor ชาวยิวฉลองชัยชนะ ด้วยการเสพสังวาสถวายพระอะบาล เทพแห่งความอุดมสมบูรณ์ พระเจ้าโกรธบรรดาล โรคห่า คนตายไป 24,000 คน
          ช่วงเวลานี้ พระเจ้าพัฒนาเป็น เทวดาประจำเผ่า ซึ่งก็แทบไม่แตกต่างกับเทวดาประจำเผ่าอื่่นในยุคนั้น ต่างกันที่ ไม่มีญาติ ไม่มีเมีย อยู่เหนือธรรมชาติ เหนือกาลเวลา ความอุดมสมบูรณ์ที่ให้แล้วแต่จะโปรด (ธรรมชาติ เป็นวัฏจักรสม่ำเสมอ) และห้ามพิธีกรรมทางเพศเพื่อเจริญพืชเจริญสัตว์ทุกชนิด และด้วยข้อห้ามเหล่านี้ ทำให้พระเจ้ายิว มีอยู่ไม่ถูกกลืนเป็นเหมือนพระเจ้าเผ่าอื่น ทั้งที่การกระทำก็ไม่ได้แตกต่างกันเลย
          อีกประเด็นหนึ่งจะเห็นได้ว่าในสมัยนั้น ยังไม่มีคำว่าศีลธรรม และความยุติธรรม ศีลธรรมเป็นเรื่องของอำนาจ ความยุติธรรม คือ การให้รางวัลหรือลงโทษ ตามที่สัญญาไว้ ผิดสัญญาก็ลงโทษ และพระเจ้าก็ไม่ได้ทำสัญญากับเผ่าอื่น ดังนั้น จะฆ่าจะล้างยังไงก็ได้        
          ศาสนาของชาวยิว โดยพื้นฐานเป็นศาสนาจากท้องทุ่ง แต่มีความพิเศษกว่าความเชื่อของเผ่าอื่น ที่มองชีวิตเป็นวัฏจักร เกิด แก่ เจ็บ ตาย แต่กลับมองเวลาเป็นเส้นตรง พระเจ้าสร้างจักรวาล อดีตเปลี่ยนไม่ได้ ปัจจุบันเปลี่ยนได้ทุกอย่าง อนาคตไม่มีใครรู้ และสุดท้ายพระเจ้าทำลายทุกอย่าง  และอีกประเด็นคือ เหมือนว่าศาสนานี้ จะอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับธรรมชาติ สร้างธรรมชาติ แทรกแซงธรรมชาติ ไม่มีญาติ ไม่มีภรรยา ออกจะต่อต้าน ความเป็นหญิง มองว่าเป็นต้นเหตุแห่งความชั่ว ความวุ่นวาย หรือ แม้แต่การสืบพันธ์ ก็มองเป็นของน่ารังเกียจ  นอกจากนั้นแล้วบทบาท การกระทำต่าง ๆ ของพระเจ้าก็แทบไม่ต่างกับพระเจ้าของเผ่าอื่น ๆ และด้วยลักษณะเฉพาะนี้เอง จึงทำให้รักษาความต่างจากเผ่าอื่นได้ และยังเป็นต้นกำเนิดศาสนาใหญ่ อีก 2 ศาสนาตามมา คือคริสต์และอิสลาม ซึ่งจะเห็นได้ว่า ศาสนาก็ยังไม่หยุดพัฒนา การศึกษาจุดกำเนิดของศาสนาจึงไม่รู้จบ ทั้งนี้มาจากประเด็นที่ว่า ศาสนากำเนิดขึ้นมาเพื่อสนองความปรารถนาของมนุษย์

วิเคราะห์จุดกำเนิดของศาสนา ผ่านการทำมาหากิน
เมื่อเราจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องกินต้องใช้ มนุษย์จึงต้องหากิน แต่การหากินก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อหิวเราไม่สามารถหยิบดิน หยิบไม้ใส่ปากได้กินได้ทันที ต้องมีกระบวนการอีก เช่น ปลูกข้าวก็ต้องมีการเตรียมพันธุ์ข้าว ทำคันนา ไถนา หว่านข้าว หรือดำนา ดูแล เก็บเกี่ยว ยังมีกระบวนการเก็บรักษาอีก ฝัดข้าว สีข้าว ได้ข้าวสาร แล้วยังต้องมีกระบวนการประกอบอาหาร หุงต้ม กว่าจะทานได้ ซึ่งมีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง ทางเศรษฐศาสตร์ เรียกว่าปัจจัยการผลิต ได้ ที่ดิน ทุน แรงงาน ผู้ประกอบการ ส่วนทางบริหารธุรกิจ ก็คล้ายกัน แต่แบ่งเป็น Man คนMachine เครื่องจักร เครื่องมือMaterial วัตถุดิบMethod วิธีการ, ซึ่งโดยสรุปคือเรื่องของ คน สิ่งของ และธรรมชาติสิ่งแวดล้อม จึงเป็นสิ่งที่เป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้อง กับความอยู่รอด หรืออดตายของมนุษย์ ทำให้มนุษย์ต้องแสวงหาความรู้เหล่านี้ และก็ตามมาด้วยเป็นทุกข์ด้วยสิ่งเหล่านี้ด้วยเช่นกัน
ในยุคต้น คนหากินด้วยการ หาของป่า ล่าสัตว์ ชีวิตขึ้นกับธรรมชาติเป็นหลัก ดังนั้นปัจจัยการผลิตที่สำคัญที่สุด คือ Material วัตถุดิบ หรือ ที่ดิน จุดกำเนิดของศาสนาในยุคนี้จึงมีขึ้นเพื่อ อธิบายธรรมชาติ ว่าอาหารมาจากการเกิดตายของพืชและสัตว์ และให้อนุญาต หรือความสบายใจในการฆ่าสัตว์ พืชของมนุษย์เพื่อนำมาเป็นอาหาร  เกิดความเชื่อเรื่อง เจ้าพ่อฟ้า เจ้าแม่ดิน เจ้าลูก การฆ่าบูชายัญ การเซ่นสรวงบูชา แก้บน ก็ยังคงทนอยู่จนถึงปัจจุบัน
ต่อมาการหากินพัฒนาขึ้น เป็นทำการเกษตร ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ซึ่งเป็นงานที่หนัก ต้องอาศัยแรงงานจำนวนมาก ดังนั้นปัจจัยการผลิตที่สำคัญที่สุด คือเรื่อง คน หรือ แรงงาน และ ผู้ประกอบการ จุดกำเนิดของศาสนาในยุคนี้จึงมีเพื่อ แก้ปัญหาเรื่องคน ตั้งแต่จะหาคนมาร่วมทีมงานอย่างไร สร้างความศรัทธาให้เกิดขึ้น สร้างความเชื่อที่ดีกว่า เช่น เจ้าพ่อฟ้าจากท้องทุ่งเข้ามาปล้นสะดมเอาเจ้าแม่ท้องถิ่นทั้งหลายเป็นเมีย, พระเจ้าที่มีอยู่แล้วมากมายจึงเกิดพระเจ้าหนึ่งเดียวที่ จะรักษาทีมงานไม่ให้นอกใจไปอยู่กับคนอื่น ทำอย่างไรให้คนทำงานกับเราอย่างเต็มที่ หากนอกใจไปนับถือพระเจ้าองค์อื่น จะถูกพระเจ้าลงโทษเป็นต้น
การทำมาหากินซับซ้อนยิ่งขึ้นไปอีก  มีทั้ง ค้าขาย ช่างฝีมือ เกษตรกรรม งานบริการ ราชการ สังคมเป็นเหมือนเครื่องจักร ที่ชิ้นส่วนต่าง ๆ แม้แตกต่างกันแต่ต้องทำงานผสานกัน และในการทำงานเองก็นำเอาเครื่องไม้เครื่องมือ และเครื่องจักรมาอำนวยความสะดวกด้วย ดังนั้นปัจจัยการผลิตที่สำคัญที่สุดคือ Machine เครื่องจักร หรือ เครื่องมือ จุดกำเนิดศาสนายุคนี้เพื่อ ให้คนทำตามหน้าที่ของตนเอง การให้รางวัลเมื่อทำงานตามสั่ง การลงโทษเมื่อขัดคำสั่งไม่ทำ หรือทำผิดพลาด จึงเกิดขึ้น นั่นคือเรื่องของศีลธรรม เช่น ห้ามฆ่าคน, ห้ามลักทรัพย์, ห้ามกราบไหว้รูปเคารพอื่น เป็นต้น
การทำมาหากินในยุคโลกาภิวัตน์ มีอาชีพใหม่เกิดขึ้นมากมาย เช่น นักวิทยาศาสตร์, นักฟิสิกส์, วิศวะกร, สถาปนิก, นักออกแบบ,ระบบ, โปรแกรมเมอร์ ล้วนแล้วแต่ต้องมีความรู้ ความชำนาญเฉพาะด้าน ดังนั้นปัจจัยการผลิตที่สำคัญที่สุดคือ Method วิธีการ, เทคโนโลยี หรือความรู้นั่นเอง จุดกำเนิดของศาสนาในยุคนี้จึงเพื่อ แสวงหาความรู้ ต้องการความจริง มีเหตุผลพิสูจน์ได้ และย้อนกลับมาที่ ที่สุดแห่งความจริง,หรือความรู้ที่แท้จริงที่มนุษย์ปรารถนา คือ ความรู้เพื่อการหลุดพ้นจากความทุกข์ ซึ่งการแสวงหาก็มีอยู่ 2 สายหลัก พวกหนึ่งเชื่อในพระเจ้า พระเจ้าสร้างสรรพสิ่ง พระเจ้าสร้างมนุษย์ พระเจ้ามีเพียงหนึ่ง ดังนั้นการจะหลุดพ้นจากทุกข์มนุษย์จึงอยู่ที่พระเจ้า จึงแสวงหาอธิบายความเป็นพระเจ้า เช่น นักฟิสิกส์อธิบาย เรื่องอนุภาคพระเจ้า กับอีกสายหนึ่งคิดว่า ในเมื่อความสุขความทุกข์ เกิดขึ้นภายในใจของมนุษย์ ดังนั้นหากจะมีความรู้เพื่อการหลุดพ้นจากทุกข์ แล้วสิ่งนั้นต้องอยู่ภายในตัวของมนุษย์เอง ไม่ควรไปแสวงหาภายนอก เกิดเป็นศาสนาอเทวนิยม ที่มุ่งศึกษาและปฏิบัติเพื่อการหลุดพ้นจากทุกข์
คงไม่ผิดนักหากจะกล่าวว่า ศาสนาคือความเชื่อของมนุษย์ ศาสนาเกิดขึ้นโดยมนุษย์ เพื่อสนองความต้องการของมนุษย์  ตั้งแต่เบื้องต้น คือทุกข์อันเกิดจากสรีระร่างกาย  ทุกข์จากการทำมาหากิน  และมนุษย์ยังคงตั้งใจและมุ่งหวังไปให้ถึงที่สุด คือ ทุกข์แห่งการเวียนว่ายตายเกิด คือความแก่ ความเจ็บ ความตาย จากความเชื่อที่เสมือนเป็นตัวแทนในสมการคณิตศาสตร์ จะไปสู่เป็นความจริง คือการหาค่าตัวแปรแก้สมการหาคำตอบมาได้นั้น จึงอยู่ที่ศาสนิกชนในแต่ละศาสนาความเชื่อ จะศึกษาและปฏิบัติอย่างไรให้ได้ความจริงนั้นมาซึ่งเป็นเป้าหมายอันสูงสุดของทุกศาสนานั่นเอง











บรรณานุกรม
ไมเคิล ไรท์.  ตะวันตกวิกฤตคริสต์ศาสนา.  กรุงเทพ : มติชน, 2542.
ไมเคิล ไรท์.  ความหวังยังไม่สิ้น.  กรุงเทพ : มติชน, 2552.
พระภาวนาวิริยคุณ (เผด็จ ทตฺตชีโว).  มองทุกข์ให้เห็นชีวิต.  ปทุมธานี : กองวิชาการ อาศรมบัณฑิต, 2554.
สุภางค์ จันทวานิช.  ทฤษฎีสังคมวิทยา.  พิมพ์ครั้งที่ 4.  กรุงเทพ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2554.

ศรีศักร วัลลิโภดม.  พุทธศาสนาและความเชื่อในสังคมไทย.  กรุงเทพ : มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์, 2560. 

วันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2559

นิทรรศการความรู้ที่แท้จริงเพื่อสันติภาพโลก

นิทรรศการความรู้ที่แท้จริงเพื่อสันติภาพโลก

ห้องที่ 1
อริยสัจ 4 ความจริงอันประเสริฐที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้
            พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้อริยสัจ 4 คือความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ ความรู้ที่สามารถ กำจัดทุกข์ ให้หมดไปได้อย่างแท้จริง  สิ้นสุดการเวียนว่ายตายเกิด ทุกข์ทรมานในสังสารวัฏอย่างไม่มีที่สิ้นสุดของทุกชีวิต

“ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตทรงแสดงเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น
และความดับแห่งธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะมีปกติทรงสั่งสอนอย่างนี้.”
พระอัสสชิแสดงธรรมแก่ สารีบุตรปริพาชก  พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔  พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔ มหาวรรค ภาค ๑

            อริยสัจ 4 โดยสรุป เป็นเรื่องของเหตุและผลในการกำจัดทุกข์มนุษย์ เมื่อมาขยายความสู่การปฏิบัติ เป็นเรื่องกฎแห่งกรรม คือ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ชีวิตของมนุษย์ ถูกกำหนดโดยการกระทำของมนุษย์เอง ในปัจจุบัน ชีวิตที่ดีมีความสุข มาจากเหตุคือการกระทำความดีมาในอดีต ชีวิตที่ยากลำบากประสบทุกข์ เป็นเพราะการกระทำความชั่วในอดีต ในอนาคตชีวิตจะเป็นเช่นไรจึงขึ้นอยู่กับว่าปัจจุบันกระทำเช่นไร
กฎแห่งกรรม ความรู้สำคัญที่ทุกคนควรศึกษา เพื่อให้รู้และนำไปปฏิบัติใช้ในการดำเนินชีวิต เพื่อจะได้มีชีวิตที่มีความสุข มีความเจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไปจนกระทั่งสามารถ กำจัดกิเลสบรรลุพระนิพพาน กำจัดทุกข์ให้หมดไปได้ตามอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในที่สุด
ห้องที่ 2
ผลของบาปคือความทุกข์
การกระทำที่เป็นบาป จะส่งผลให้ชีวิตต้องประสบทุกข์ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต ทั้งตอนมีชีวิตอยู่ และหลังจากละโลกไปแล้ว จะต้องไปเกิดใหม่เพื่อรับทุกข์ทรมานในอบายภูมิ
บาป คือผลของการกระทำความชั่ว หรือการกระทำที่ทำให้เดือดร้อนทั้งตนเอง และเดือดร้อนทั้งผู้อื่น ส่งผลต่อจิตใจให้เศร้าหมองไม่ผ่องใส ด้วยใจที่ขุ่นมัวนี้เองจึงดึงดูดแต่ความทุกข์เข้ามาในชีวิตทั้งในปัจจุบัน หรือแม้แต่เมื่อละจากโลกนี้ไปแล้ว ความหมองของใจยังพาไปให้เกิดใหม่ในดินแดนที่มีแต่ความทุกข์ ความเศร้าหมอง คืออบายภูมิ หรือ นรกภูมิ
นรก ภพภูมิแห่งความทุกข์ทรมาน อันเป็นผลของการทำบาปเมื่อครั้งเป็นมนุษย์  มีทั้งหมด 456 ขุม ทั้งหมด 8 ชั้นลึกลงไป ตามลักษณะการทำบาป ซึ่งส่งผลถึงสภาพใจ  
รักษาศีล รักษาความเป็นคน ด้วยการ ไม่ฆ่า ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่โกหกว่าร้าย ไม่ดื่มสุราเสพยาเสพติด  ป้องกันตนให้พ้นจากอบาย และความทุกข์ทั้งหลายทั้งปัจจุบันและอนาคต
ห้องที่ 3
เราเกิดมาเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง แสวงบุญ สร้างบารมี
เกิดเป็นมนุษย์เป็นเรื่องยาก  เทวดายังต้องอิจฉาและอนุโมทนากับมนุษย์ เพราะมนุษย์มีกายหยาบ ซึ่งสามารถสร้างความดีได้เต็มที่ แต่ชีวิตของมนุษย์มีเวลาจำกัด  ดังนั้นเมื่อเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนาแล้วจึง  ไม่ควรประมาทหมั่นสั่งสมความดีให้เต็มที่ เพราะชีวิตหลังความตายเป็นภพภูมิแห่งการรับผลของการกระทำ  เราจึงเกิดมาเพื่อ ทำพระนิพพานให้แจ้งแสวงบุญ สร้างบารมี
ห้องที่ 4
ผลของบุญคือความสุข
         บุญ คือความดีที่เราทำทั้งจากการทำทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา กลั่นใจเราให้ใส สะอาด บริสุทธิ์ ยิ่งบริสุทธิ์ ปราศจากความโลภ ความโกรธ ความหลงมากเท่าไหร่บุญก็ยิ่งมาก คุณครูไม่ใหญ่ 23 ต.ค. 43
         สวรรค์ ดินแดนอันเป็นที่อยู่อาศัยของเหล่าเทวดา เสวยทิพย์สมบัติ มีชีวิตอย่างสุข สบาย ชาวสวรรค์ถ้าเป็นชายเรียกว่า เทพบุตร  เป็นหญิงเรียกว่า เทพธิดา  เป็นกายละเอียด ล้วนแต่มีรูปร่างหน้าตาสวยงาม หล่อเหลา ด้วยกันทุกองค์ อยู่ในวัยเจริญ เป็นชายเหมือนอายุ 18-20 ปี  เป็นหญิงเหมือนอายุ 16-18 ปีตลอดไป  ไม่มีความแก่  ไม่มีความป่วยไข้  จนกว่าจะจุติ(ตาย)  ผิวพรรณวรรณะละเอียดอ่อนงดงาม  มีกลิ่นหอม มีรัศมีกาย มีบริวารห้อมล้อมรับใช้  มีทิพย์สมบัติมากมาย ตามกำลังบุญที่ได้สั่งสมไว้ในสมัยเมื่อครั้งเป็นมนุษย์ของแต่ละองค์
         วิธีการสร้างบุญ การทำบุญทำง่ายใคร ๆ ก็ทำได้ ทำได้ทุกที่ ทุกเวลา ได้แก่ การให้ทาน, รักษาศีล, เจริญภาวนา, อ่อนน้อมถ่อมตน, ขวนขวายช่วยเหลือการงานต่าง ๆ , ให้ส่วนบุญแก่ผู้อื่น, อนุโมทนาบุญ, ฟังธรรม, เล่าธรรมะ, ทำความเห็นให้เป็นสัมมาทิฏฐิ หรือโดยย่อคือ ทำทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา ด้วยวิธีการนี้จะเกิดประโยชน์ต่อตัวเองและผู้อื่น ซึ่งส่งผลให้เราเกิดความสุขใจ เมื่อทำเป็นประจำต่อเนื่อง จะเพิ่มพูนเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง และความสุขอย่างยิ่งคือการหมดกิเลสบรรลุนิพพาน
โครงการสวดมนต์ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร 2 ล้านจบ
         ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร พระสูตรที่กล่าวถึง อริยสัจ 4 ความรู้ที่แท้จริงเพื่อสันติภาพโลก ความจริงอันประเสริฐที่สามารถกำจัดทุกข์ทั้งปวงทั้งของตนเอง และสรรพสัตว์ได้ เป็นเหมือนดั่งเมล็ดโพธิ์ ที่ต้นโพธิ์ทั้งต้นล้วนเกิดและเติบโตจากเมล็ดโพธิ์นั้น เป็นปฐมเทศนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งมีผลทำให้ พระอัญญา โกณฑัญญะ สามารถบรรลุธรรมเป็นพยานในการตรัสรู้ธรรมของพระพุทธองค์ได้เป็นท่านแรก และเป็นพระภิกษุรูปแรก ทำให้พระรัตนตรัยครบองค์ 3 พระพุทธศาสนาเกิดขึ้นสำเร็จเสร็จสมบูรณ์ ดังนั้นการทำภาวนาด้วยการสวดมนต์ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร  เพื่อระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัย จึงเป็นการปฏิบัติบูชา ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสรรเสริญว่า เป็นการบูชาที่มีผลมากมีอานิสงส์มาก

เข้าพรรษา สั่งสมบุญ สร้างความสุข ขจัดทุกข์ภัย ด้วยการสวดมนต์
ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร 2 ล้านจบ บูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
ผ่านพระมหาธรรมกายเจดีย์ พระมหาเจดีย์พระพุทธเจ้าล้านพระองค์