พระอานนท์ คือบุคคลผู้มีคุณสมบัติดังกล่าว ท่านเป็นพระอสีติมหาสาวก คือพระที่พระพุทธเจ้าทรงยกย่องว่าเป็นเลิศกว่าภิกษุทั้งปวง ถึง 5 ด้านในท่านผู้เดียว คือ เป็นผู้มีความรู้มาก(พหูสูต) มีความทรงจำแม่นยำเป็นเลิศ มีความเพียรเป็นเลิศ มีสติรอบคอบเป็นเลิศ และเป็นพุทธอุปัฏฐาก ผลงานโดดเด่นของท่านที่ตกทอดมาจนปัจจุบันคือ พระไตรปิฎก 45 เล่มเต็มตู้หนังสือ หลัก ๆ มาจากความจำของท่าน ซึ่งท่านเคยขอพระพุทธเจ้าเอาไว้ว่าหากพระพุทธองค์ไปเทศน์ที่ไหน โดยที่พระท่านไม่ได้ไปด้วย ก็ขอให้กลับมาเทศน์แก่ท่านอีกครั้งในภายหลัง เพื่อป้องกันข้อครหาว่าอยู่ใกล้พระพุทธเจ้าซะเปล่าแต่ไม่รุ้เรื่องที่พระพุทธองค์เทศน์สอน ดังนั้นท่านจึงรู้ และจดจำธรรมะที่พระเจ้าเทศน์สอนได้ทั้งหมด ซึ่งความอัศจรรย์นี้เป็นที่เลื่องลือตั้งแต่ครั้งพุทธกาลแล้ว จนครั้งหนึ่งพระสารีบุตรเองถึงกับเอ่ยถามถึงเคล็ดลับความจำดีของท่าน (อานันทสูตร องฺ ปญฺจก 14/322/..)
พระอานนท์ท่านเป็นผู้ศึกษาเรียนรู้ อ่านมาก ฟังมาก เมื่อรู้แล้วก็นำสิ่งที่รู้มาเล่าต่อ มาสอน อธิบาย ทบทวนขบคิดพิจารณาต่อ และเข้าหาครูบาอาจารย์ เพื่อสอบถามข้อสงสัยต่าง ๆ หรือสรุปง่าย ๆ คือ อ่านอะไร รู้อะไร ถ้าไม่อยากลืมให้เอามาเล่าต่อได้ อธิบายให้เข้าใจได้ นำไปคิดพิจารณาทบทวน และถ้ามีโอกาส ก็สอบถามอภิปรายกับอาจารย์ผู้รู้ นี้คือเคล็ดลับความจำดีของพระอานนท์
อยากเป็นอย่างเก่งอย่างพระอานนท์ ก็ทำแบบพระอานนท์ซึ่งสำหรับยุคปัจจุบัน เอาวิธีของพระอานนท์ไปใช้ได้ไม่ยาก คนเขียน Blog คงมีเหตุผลหนึ่งคล้ายกันคือเพื่อบันทึก สิ่งที่เคยอ่าน ผ่าน หรือ ความคิดอะไรดี ๆ เอาไว้ ไม่รู้จะเล่าให้ใครฟังก็เขียนเล่าไว้ในนี้ละกัน การเขียนทำให้ได้ทั้งเล่าเรื่อง เชื่อมโยง อธิบาย ได้คิดตกผลึกออกมาเป็นงานเขียน และถ้าเกิดคนสนใจอาจจะแสดงความเห็นซักถามสนทนา แลกเปลี่ยนความรู้กันได้อีกด้วย ครบถ้วนตามสูตรพระอานนท์ แหะ แหะ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อจะบอกว่า วัตถุประสงค์ของการเขียนBlog ของผมนั่นเอง

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น