กำเนิดของศาสนา มนุษย์สร้างศาสนา เพื่อสนองความต้องการของมนุษย์ โดยมนุษย์เราต้องกินต้องใช้ ปัจจัย 4 เป็นความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ในการดำเนินชีวิต แต่การทำมาหากินหรือหาปัจจัย 4 นั้นเป็นเรื่องยาก มีปัจจัยหลายอย่าง ทั้งแรงงาน ความรู้ อุปกรณ์เครื่องมือ วัตถุดิบต่าง ๆ ซึ่งที่สำคัญที่สุดคือความรู้ เช่น หากจะปลูกพืช ก็ต้องรู้จักพันธุ์พืช ว่าชอบดินแบบไหน น้ำแค่ไหน แดดแค่ไหน จะเพาะปลูกเมื่อไหร่ เก็บเกี่ยวเมื่อไหร่ หากเป็นการล่าสัตว์ ก็ต้องรู้จักนิสัยของสัตว์ แหล่งหากิน วิธีการล่า เป็นต้น ซึ่งความรู้สมบูรณ์มากแค่ไหน ก็ทำให้ได้ผลดียิ่งขึ้นตาม
ความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติทั้งหลายเหล่านี้ บางทีรู้แต่ไม่เข้าใจ อธิบายไม่ได้ เช่น สังเกตดูถ้าดินมีซากพืช ซากสัตว์มาก ดินบริเวณนั้นปลูกพืชจะได้ผลดี ทั้งปริมาณและคุณภาพ ซึ่งเมื่อก่อนคนก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร แต่เมื่อจำเป็นต้องใช้ จึงต้องมีคำอธิบายตามมา ในรูปของนิทานพื้นบ้าน เทพนิยาย หรือ เรื่องของพระเจ้า
พระเจ้าในยุคแรก จึงเป็นธรรมชาติ เช่น เจ้าแม่ดินขึ้น ที่มองว่าดินเป็นเพศหญิง เป็นแม่ผู้ให้กำเนิดบุตร และเลี้ยงดูสรรพชีวิต พืชทั้งหลายเติบโตขึ้นมากจากดิน สัตว์ทั้งหลายอยู่อาศัยบนผืนดิน อาหารที่เลี้ยงชีวิตก็มาจากพืชพรรณธัญญาหารที่งอกขึ้นมาจากดิน แหล่งน้ำ ที่กักเก็บน้ำเป็น สระน้ำ หนองน้ำ หรือตาน้ำ ต้นน้ำลำธาร แม่น้ำทั้งหลาย ที่เป็นหัวใจของการเพาะปลูก ก็มาจากดิน เหมือนกับมารดา ที่เลี้ยงดูให้เติบโตด้วยน้ำนมจากอก และเจ้าแม่ดินนี้ ชอบเลือด ชอบความตาย เมื่อความเชื่อเป็นเช่นนี้ หลักปฏิบัติต่าง ๆ จึงตามมา เกิดการบูชายัญ ฆ่าสัตว์ สิ่งมีชีวิต เพื่อทำให้เจ้าแม่พอใจ จากนั้นจึงเอาเลือด เอาเนื้อสัตว์ที่ตาย มาโปรยตามหัวไร่ท้ายนา เพื่อความเป็นสิริมงคล หรือแม้แต่ เอาหัวสัตว์ที่ผ่านพิธีบูชายัญไปแขวนไว้ บนหน้าจั่ว เพื่อเป็นสัญลักษณ์ บอกเจ้าแม่ว่าทำพิธีแล้ว นอกจากจะเป็นการบำรุงดินไปในตัวแล้ว ยังเป็นการสร้างความชอบธรรม ความสบายใจ กำลังใจ ให้กับเกษตรกรทั้งหลาย เพราะพืชพรรณที่เพาะปลูก หรือ ปศุสัตว์ที่เลี้ยงไว้ จะเอามากินใช้ได้จะต้อง เก็บเกี่ยว หรือต้องฆ่าก่อน ดังนั้นการตาย จึงเป็นเหมือนการเกิดใหม่ของผลผลิตใหม่ ความอุดมสมบูรณ์ ด้วยเช่นกัน พิธีการเสพสังวาสเพื่อบูชาเจ้าแม่ หรือ การเคารพ ตั้งรูปอวัยวะเพศชายไว้ในบ้าน หรือหมู่บ้าน เพื่อสร้างความพอใจให้กับเจ้าแม่ตรง ๆ ทำเนียมพิธีเหล่านี้ ปัจจุบันยังคงมีอยู่ในสังคมเกษตรกรรมบางแห่ง (ตำนานเจ้าแม่กาลี)
วิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน อธิบายว่า พืชที่เพาะปลูกผลผลิตดีเพราะ ในดินมีสารอาหารของพืชมาก (ฮิวมัส) ซึ่งมาจากซากพืชซากสัตว์ที่อยู่ในดิน และสามารถแยกสารอาหารเหล่านั้นออกมาได้ ทำเป็นปุ๋ยวิทยาศาสตร์ ทำให้ปัจจุบัน แม้ไม่มีดินก็สามารถปลูกต้นไม้ได้ โดยการให้สารอาหารแก่พืชโดยตรงไม่ต้องผ่านดิน ดังนั้นเมื่อวิทยาการเจริญก้าวหน้า วิทยาศาสตร์จึงแยกตัวออกจากศาสนา แม้ว่าจะยังมีวัตถุประสงค์เดียวกันคือการตอบคำถาม แต่หากคำตอบอธิบายได้ พิสูจน์ได้ มันก็กลายเป็นความรู้ ซึ่งวิธีการถูกจำกัดด้วย ประสาทสัมผัสคือ รับรู้ได้ด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย และการคิดคำนวณได้ด้วยตัวเลขและเหตุผล ส่วนนอกเหนือจากนั้นจัดว่าเป็นความเชื่อ และผลักให้ยังคงอยู่กับศาสนาต่อไป ซึ่งยังมีความรู้อีกมากมายมหาศาลที่วิทยาศาสตร์ยังอธิบายไม่ได้เช่นกัน
การกระทำของมนุษย์ มาจากเหตุผลและอารมณ์ โดยเหตุผลอาศัยความรู้ ส่วนอารมณ์นั้นอาศัยความเชื่อ นั้นหมายความว่า เนื้อแท้ของศาสนาอยู่ใกล้ตัวเรามาก ๆ เพราะอยู่ในทุกคำพูดการกระทำของเราที่สะท้อนว่า เรารู้ และ เชื่ออะไร ดังนั้นสำหรับคนที่บอกว่า ตนเองไม่มีศาสนานั้น เกิดจากความไม่รู้ คือไม่รู้ว่าตนไม่รู้ หรือ ยังไม่สนใจ ไม่ต้องการ เพราะ เหตุการณ์หรือคำถามสำคัญที่ยังหาคำตอบไม่ได้ยังมาไม่ถึงตัว เช่น คุณค่าของชีวิตคืออะไร ตัวเราเป็นใคร ตายแล้วไปไหนเป็นอย่างไร เป็นต้น ซึ่งก็ไม่ได้ผิดอะไร เพียงแต่ความรู้ความเข้าใจเป็นความต้องการหนึ่งของมนุษย์เช่นเดียวกัน


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น