วิเคราะห์จุดกำเนิดของศาสนา
ผ่านรูปแบบการทำมาหากินของมนุษย์
มนุษย์ไม่ได้รู้ทุกเรื่อง แต่ก็อยากจะรู้ไปซะทุกเรื่อง
ซึ่งสิ่งที่อยากรู้ก็มีอยู่สองเรื่องใหญ่ ๆ คือ เรื่องของตัวเอง
และเรื่องของชาวบ้าน (เรื่องนอกตัว) เรื่องเกี่ยวกับตัวเองก็เช่น
เรื่องสุขภาพร่างกาย เช่น ทำไมอ้วน ทำไมผอม ทำไมปวดหัว ทำไมตัวร้อน เป็นต้น
เรื่องเกี่ยวกับความรู้สึก อารมณ์เช่น ทำไมจึงสุข ทำไมจึงทุกข์ โกรธ เกลียด
เป็นต้น ส่วนเรื่องนอกตัว ก็เป็นเรื่องของคนอื่น แล้วก็มักจะมาเทียบกับตัวเอง เช่น
ทำไมเขารวยกว่า ทำไมเขาเก่งกว่า หล่อกว่า สวยกว่า เป็นต้น หรือเรื่อง สัตว์
สิ่งของ สิ่งแวดล้อมรอบตัว ทำไมฝนตก ทำไมฟ้าร้อง วัวกินอาหารอะไร
นกอาศัยอยู่ที่ไหน ด้วยความสงสัยเหล่านี้ ได้เป็นแรงผลักดันอันหนึ่ง
ให้มนุษย์หาคำตอบ ได้มาเป็นความรู้ สมบูรณ์มากหรือน้อย แตกต่างกันไป
สำหรับความรู้ที่สมบูรณ์แล้ว ก็คงไม่มีปัญหาอะไร ส่วนความรู้ที่ไม่สมบูรณ์ แต่จำเป็นต้องนำมาใช้ประโยชน์เดี๋ยวนี้
จึงต้องหาคำตอบ และคำอธิบายมาใช้ไปพลาง ๆ ก่อน เหมือนกับการใช้ตัวแปร
ในสมการคณิตศาสตร์ สิ่งที่ยังหาค่าไม่ได้ ก็ใช้ตัวแปรแทน เช่น
ค่า x,
y, z เป็นต้น แล้วค่อยมาหาค่าตัวแปรในภายหลัง
สิ่งที่มนุษย์อธิบายไม่ได้ก็เช่นเดียวกัน ทางศาสนาแบบเทวนิยม ก็เรียกว่า เป็น
พระเจ้า, เทพเจ้า, เจ้าพ่อ, เจ้าแม่, เทวดา, ผี
จากนั้นจึงอธิบายเรื่องราว แล้วลงสู่การปฏิบัติ เป็นความเชื่อ พิธีกรรมต่าง ๆ
ตามมา
พัฒนาการความเชื่อของมนุษย์
เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์
เหตุที่ต้องเอาความรู้มาใช้ทันที
แม้จะยังไม่เข้าใจ อธิบายไม่ได้ดังกล่าว
เพราะมีแรงขับอีกอย่างหนึ่งที่ติดตัวมนุษย์มา เป็นแรงขับด้านลบ นั้นคือความทุกข์
ซึ่งในพระไตรปิฎกได้กล่าวถึง ได้แก่ ความหิว ความกระหาย ปวดอุจจาระ ปวดปัสสาวะ
ความร้อน และความหนาว ซึ่งในหนังสือทุกข์ประจำสรีระ ของพระทัตตชีโว
ท่านอธิบายไว้ว่า ร่างกายมนุษย์ประกอบด้วยธาตุ 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ
มีเกิดตายตลอดเวลา ใน 1 นาทีในร่างกายมีเซลล์ตายประมาณ 300 ล้านเซลล์
ดังนั้นเราจึงต้อง เติมธาตุเข้าไปทดแทน เติมธาตุดิน ด้วยการกินอาหาร ธาตุน้ำ
ด้วยการดื่มน้ำ เติมธาตุไฟด้วยเครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัยเพื่อรักษาอุณหภูมิ
เติมอากาศธาตุด้วยการหายใจ ซึ่งรวมแล้วก็คือปัจจัย 4
หรือความต้องการพื้นฐานของมนุษย์นั่นเอง เพราะคนเราต้องกินต้องใช้เพื่อดำรงชีวิตอยู่
และมีความสุขตามอัตตภาพ
เจ้าพ่อเจ้าแม่และเจ้าแห่งธรรมชาติทั้งหลาย
(พหุเทวนิยม)
ไมเคิลไรท์
ในหนังสือเรื่อง ตะวันตกวิกฤต คริสต์ศาสนา ได้อธิบายจุดกำเนิดของศาสนา
โดยมองแบบมานุษยวิทยา ในเรื่องของการหากินของมนุษย์ มีผลทำให้เกิดความเชื่อ
แบบเทวนิยม แล้วค่อยพัฒนาขึ้นมาเป็นศาสนา
ซึ่งเริ่มตั้งแต่ต้นก่อนประวัติศาสตร์
ในยุคหินเก่า การหากินของมนุษย์หลัก ๆ คือการ เก็บของป่าและล่าสัตว์
ยังไม่มีการกสิกรรมและเลี้ยงสัตว์ ชีวิตต้องพึ่งพิงสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก คือ “ดินและฟ้า”
เพราะ ถ้าดินดี
พืชพรรณธัญญาหารก็อุดมสมบูรณ์ สัตว์ให้ล่าก็มีมาก ทำให้มีกินมีใช้ไม่อดอยาก
ทั้งยังเป็นที่อยู่ (ถ้ำ) เป็นที่ตาย เป็นแหล่งน้ำ แม่น้ำ สระน้ำ บึง บ่อ สำหรับดื่มกิน
อาบใช้ เพาะปลูกทำการเกษตร ส่วนฟ้า
ให้แสงสว่างจากดวงอาทิตย์ ให้ความอบอุ่น ในยุคแรก มนุษย์ให้ความสำคัญกับดินมากกว่า
และคิดว่าถ้าดินจะเป็นเทพเจ้าแล้ว จะต้องเป็นผู้หญิง มีการพบเทวรูป?
ในถ้ำ ล้วนเป็นรูปผู้หญิงท้อง เป็นเจ้าแม่ หรือ เจ้าแม่ดิน ผู้หญิง
มีความสำคัญและศักดิ์สิทธิ์ เพราะท้องได้ ให้กำเนิดลูกได้ มีนมให้ลูกกิน
มีประจำเดือน ผู้ชาย ให้ลูกไม่ได้ มีหน้าที่เสี่ยงตาย และปรนนิบัติรับใช้ผู้หญิง
ต่อมายุคหินใหม่
ผู้คนเลิกพเนจร อยู่กับที่ ทำกสิกรรม หรือเลี้ยงสัตว์ อยู่เป็นชุมชน
ผู้ชายมีความสำคัญมากขึ้น รู้ว่าใครเป็นพ่อเด็ก
ทำให้เห็นวงจรของชีวิตได้ชัดเจนขึ้น เช่นเดียวกับ “ข้าว” เมื่อปลูกแล้ว
ก็เติบโต และเก็บเกี่ยว หรือตายเพื่อเป็นอาหารของมนุษย์ สัตว์ที่เลี้ยงไว้เช่นกัน
เมื่อโตได้ที่ก็ต้องฆ่าเอามาเป็นอาหาร พระอาทิตย์ ที่ขึ้นและตกดิน
ฤดูกาลที่หมุนเวียน จึงเป็นที่มาของความเชื่อว่า เจ้าพ่อฟ้า ลงมาเป็นผัวเจ้าแม่ดิน
เกิดเจ้าลูกเพื่อตายเป็นอาหารให้แก่มนุษย์ ในรูปของ ลูกแกะ องุ่น หรือต้นข้าว
อีกประการ
ซากพืชซากสัตว์ที่ตายแล้วก็เป็นปุ๋ยชั้นดีให้พืชพรรณจึงไม่แปลกทำไมเจ้าแม่
จะชอบเลือด ชอบความตาย ซึ่งพวกกสิกรรมจะนับถือเจ้าแม่ดินในรูปของ งู (พญานาค)
พวกเลี้ยงสัตว์นับถือเจ้าพ่อฟ้าในรูปของวัว
จากตำนาน
ควบคู่กับพิธีกรรม เจ้าปี ในตำนานเก่าแก่ (โดยเฉพาะชาวกรีก)
จะมีแข่งกีฬาเพื่อคัดเลือก ชายหนุ่มรูปหล่อเข้มแข็งที่สุด เพื่อเป็น ผัว เป็นลูก
และเป็นเหยื่อ ของเจ้าแม่ดิน (คนทรง)
ผู้ที่ได้รับเลือกจะมีฐานะเป็นกษัตริย์ชั่วคราว เมื่อครบ 1 ปี ชายผู้นี้
จะถูกทรมานและฆ่าตาย เช่นเดียวกับ ข้าว ลูกแกะ พวงองุ่น ที่ตายเพื่อให้คนกิน เมื่อเจ้าปีตาย จะกลับไปบาดาลเพื่อสมสู่กับเจ้าแม่ดินในฤดูหนาว
และกลับมาเกิดใหม่ ในฤดูใบไม้ผลิ ในฐานะลูกของตัวเอง ในรูปของ พันธุ์ข้าว ลูกแกะ
และอื่น ๆ เป็นวัฏจักร
ความเชื่อนี้เป็นที่นิยมแพร่หลาย
แม้จะเรียกชื่อต่างกันไปเช่น อียิป เรียกเจ้าแม่ว่า Isis
เจ้าลูก Osiris ชาวบาบิลอน เรียก Ishtar
กับ Tammuz ชาวสุเมเรียนเรียก Inanna กับ Dumuzi ชาวปาเลสไตน์เรียก Anath กับBaal ชาวกรีกเรียก Aphro กับ
Adonis ซึ่งเป็นทั้งคำอธิบายและปลอบประโลมใจมนุษย์
เรื่องความตายว่าเป็นสิ่งไม่น่ากลัวเป็นธรรมชาติ และให้สิทธิในการฆ่าทั้งสัตว์และพืชเพื่อเป็นอาหารของมนุษย์
ยุคสำริด
ในกรีซ มีผู้รุกราน ปล้นสะดม เป็นชนเผ่าเร่ร่อนเลี้ยงสัตว์
ต้อนฝูงสัตว์ไปตามทุ่งหญ้าในเอเชียกลาง จึงไม่ให้ความสำคัญกับดิน
แต่ให้ความสำคัญกับท้องฟ้า เจ้าพ่อฟ้า เทพเจ้าจึงเป็น สุริยเทพ
Apollo หรือเทพสายฟ้า Zeus ซึ่งเทพเหล่านี้
ก็ไปแอบไปเป็นชู้ กับเจ้าแม่ดินท้องถิ่นจนมีลูก ซึ่งลูกก็คือ
เชื้อสายเทพซึ่งเป็นบรรพบุรุษของกษัตริย์ต่าง ๆ
แล้วทั้งคนและความเชื่อก็หลอมรวมตัวกัน เจ้าพ่อฟ้าใหม่ ไม่ยอมถูกเจ้าแม่ดินฆ่า เหมือนเจ้าพ่อเก่า
แต่ก็ไม่ได้ยกเลิกธรรมเนียมฆ่า ใช้อย่างอื่นให้ฆ่าแทน เช่นเชลยศึก หรือ สัตว์เป็นสิ่งบูชายัญแทน
เจ้าพ่อฟ้าจากท้องทุ่ง ก็พัฒนามาเป็น ยุคคลาสสิค Classical Age ดังนั้นเทพนิยายกรีก และ เทพนิยายฮินดู ล้วนแต่เป็นเรื่องเล่า ตำนานการรบช่วงชิงปล้นฆ่า
ทั้งดินแดน อำนาจ หญิงสาว(เจ้าแม่ดิน) เพราะวัตถุประสงค์คือการอธิบายธรรมชาติของมนุษย์และสังคม
ไม่ใช่ความจริงที่ต้องเชื่องมงายหรือไม่เชื่อ
ไม่มีศีลธรรมเพราะศีลธรรมเป็นเรื่องของปรัชญา ซึ่งเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
จุดกำเนิดศาสนาของชาวยิว
คำว่ายิว
เป็นได้ทั้งชาติ(เผ่าพันธุ์) และ ศาสนา แยกกันไม่ได้ ประวัติศาสตร์ของชาวยิวโบราณ
จะเรียก ยิว อิสราเอล หรือ ฮิบรูก็แล้วแต่ แยกยากระหว่างเผ่ายิวกับเผ่าอื่น
แต่ชาวยิวเชื่อว่าประวัติศาสตร์ของชนชาติตนเองโดยเฉพาะถูกบันทึกอยู่
พระคัมภีร์เก่า (Old Testament)
ในฐานะของชนชาติที่พระเจ้าเลือก ดังนั้นเรื่องราวของเขาจึงย้อนไปไกลได้ถึงครั้งพระเจ้าสร้างโลก
การสร้างโลก
จุดกำเนิดกล่าวอยู่ในคริสต์ธรรม ภาคพันธสัญญาเดิม
เล่าว่าพระเจ้าเป็นผู้จัดระเบียบจากความยุ่งเหยิง โดยแยกฟ้ากับดิน
ดินกับน้ำ วันกับคืน พระเจ้าสร้างสรรพสิ่ง
สร้างโลก และสร้างมนุษย์ เมื่อเทียบกับ เมื่อเทียบกับตำนานของชาวแบบิลอน (Enuma
Elish)
แล้วเรื่องราวคล้ายกันมาก ต่างกันที่พระเจ้าชาวยิว
สร้างโลกด้วยลำพังคนเดียว ด้วยวาจาสิทธิ์
ส่วนพระเจ้าบาบิลอน กล่าวว่าพระเจ้าเขากับญาติ ได้ต่อสู้กับ เจ้าแม่ทะเล
ที่มีร่างเป็นงูยักษ์ (เจ้าแม่ดิน ?) ใช้ดาบฟันขาดเป็น 2 ซีก
ซีกหนึ่งกลายเป็นท้องฟ้า อีกซีกหนึ่งกลายเป็นแผ่นดิน
ตัดหัวไปวางทางเหนือกลายเป็นภูเขา แล้วเอามีแทงตาเลือดไหล นอง 2 สายกลายเป็น
แม่น้ำ ไทกริส ยูเฟรติส ไมเคิลไรท์ว่า เรื่องดุเดือดอย่างนี้
เป็นสไตล์ของเก่าแน่นอน ส่วนของยิวนั้นเรียบร้อยเกินไป
อาจจะมีการปรับปรุงในสมัยหลัง
การสร้างมนุษย์
พระเจ้าเอาดินปั้นเป็นตุ๊กตา แล้วเป่าลมเข้าจมูก เหมือนกับ
ตำนานของบาบิลอนอีกเช่นกัน แต่ชัดเจนว่า สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นทาส
ทำสวนให้เทพเจ้าอยู่ดีกินดี ส่วนของยิว จะเลี่ยงใช้คำว่าทาส ของยิว
แม้ไม่ใช้คำว่าทาส บางการตีความบอกว่าเป็นเพื่อน หรือพอใจที่จะสร้างก็ตาม
แต่ที่แน่ ๆ คืออดัมมีหน้าที่ดูแลสวนอีเดน และเชื่อฟังในพระเจ้าอย่างไม่มีเงื่อนไข
ไม่ต่างกับตำนานของบาบิลอน จึงเป็นไปได้ว่าแม้จุดนี้ก็ถูกแก้ไขในภายหลัง
พระเจ้าสร้างผู้ชายก่อนชื่อ
อดัม และสร้างผู้หญิงชื่อ เอวา จากกระดูกซี่โครงชาย แล้วทั้งสองก็ช่วยกันดูแลสวนอีเดน
ซึ่งในสวนอีเดนนี้ มีต้นไม้พิเศษอยู่ 2 ต้น คือต้นไม้แห่งชีวิต
และต้นไม้แห่งความสำนึกในความดีและความชั่ว เอวาถูกซาตาน ที่มาในรูปของงู
ล่อลวงให้เธอกินผลไม้ จากต้นไม้แห่งความสำนึกในความดี และความชั่ว และเอวา
ก็มาชวนอดัมให้กินผลไม้ด้วย ผลจากความผิดนี้ ทำให้ทั้งอดัม และเอวา
ถูกขับไล่ออกมาจากสวนเอเดน และถูกสาปแช่งจากพระเจ้า ให้ทำงานหนักตลอดชีวิต
ให้คลอดลูกด้วยความเจ็บปวด และให้ตาย
ซึ่งบาปนี้ได้เป็นดั่งมรดกส่งต่อให้กับมนุษย์ทุกคน
ซึ่งทำให้พระเจ้าต้องมีงานใหญ่ต่อ คือการไถ่บาปของมนุษย์
อดัม
เอวา และงูในสวน มาจากเทพนิยายเก่า จากที่เจ้าแม่ดิน
จะพาเจ้าพืชไปเมืองบาดาลเป็นพญานาคเพื่อสมสู่กับเจ้าแม่ดิน
และกลับมาเกิดเป็นพืชพรรณธัญญาหารเลี้ยงมนุษย์ในฤดูใบไม้ผลิต่อไป กลับเป็นว่า เอวา
(เจ้าแม่ดิน) ร่วมมือกับ งูใหญ่ ชวนอดัม ซึ่งแปลว่า "คน" ให้ทำผิดต่อพระเจ้าซึ่งผล่ของการขบถต่อฟ้าในครั้งนั้น
เป็นจุดกำเนิดของบาป หรือความชั่วในจักรวาล
ซึ่งแต่เดิมมีแต่ความดีล้วนเพราะพระเจ้าเป็นผู้สร้าง หรือพูดอีกอย่าง
ความชั่วร้ายวุ่นวายทุกอย่างล้วนเกิดแต่สตรี
น้ำท่วมโลก
ของชาวยิว ตรงกับนิทานเทพล้างโลก ของชาวบาบิลอน ต่างกันตรงที่ ของบาบิลอน
พระเจ้าทำงานเป็นทีมช่วยกันทำลายโลก สาเหตุเพราะรำคาญมนุษย์
เฮฮาเสียงดังชาวสวรรค์นอนไม่หลับ ส่วนของยิว พระยาห์เวห์ โกรธที่มนุษย์ ทำบาป
และไม่เกรงกลัวพระเจ้า ตรงจุดนี้จะเห็นความแตกต่างได้ว่า
1.
พระเจ้าเผ่าอื่นมีหมูญาติ พระเจ้ายิวมีเพียงหนึ่ง ที่สำคัญคือไม่มีเมีย
ออกจะไม่ค่อยชอบ ดังเช่นบาปของมนุษย์มาจากผู้หญิง และ อดัม
ซึ่งเป็นชายไม่ผิดเพราะกินผลไม้ที่ภรรยานำมาให้กิน
2.
พระเจ้าของเผ่าอื่น คือธรรมชาติ ฟ้า ดิน น้ำ พืช ฯลฯ ส่วนพระเจ้าของยิว
อยู่เหนือธรรมชาติ สร้างธรรมชาติ และแทรกแซงธรรมชาติที่ตนเองสร้าง
3.
พระเจ้าเผ่าอื่น ดำเนินตามให้ความสำคัญกับวัฏจักร ความสมดุลย์ของธรรมชาติ
ความอุดมสมบูรณ์มีความสุขของมนุษย์ แต่พระเจ้าของยิว
สนใจเรื่องศีลธรรมเป็นเรื่องหลัก คอยสอดส่องผู้ทำผิดเพื่อลงโทษ ไม่มีบุญ หรือ รางวัลในการทำความดี
ในการทำสิ่งที่พระเจ้าบัญญัติ เพราะสิ่งที่พระเจ้าสร้างสมบูรณ์ดีอยู่แล้ว
ตรงกันข้าม หากทำผิดที่บัญญัติไว้ เป็นบาปต้องได้รับโทษ
ยุคนิทานบรรพบุรุษ
เป็นเรื่องราวความสัมพันธ์ของบรรพบุรุษชาวยิวกับพระเจ้าของเขาก่อนที่จะเป็นพระเจ้าของชาวโลกทุกคน
(คริสต์ และ อิสลาม) โดยเริ่มจากเมื่อประมาณ 4,000 ปีก่อน
มีชายคนหนึ่งชื่อ อับราฮัม ชาวเมืองอุรของบาบิลอน มีอาชีพเลี้ยงแกะ
พระเจ้าเกิดถูชะตา จึงมาบอกว่า ถ้านายเก็บของแล้วย้ายไปอยู่ที่ คะนาอัน
(ปาเลสไตน์ปัจจุบัน) พระเจ้าสัญญาว่า ต่อไปเขาจะมีลูกหลานมากมาย มีดินแดนของตนเอง
เป็นชนชาติที่ยิ่งใหญ่ มีอำนาจแผ่ขยายไปทั่ว พูดง่าย ๆ จะให้เป็นเจ้าโลกนั่นเอง
อับราฮัมก็ตกลงทันที แต่จริง ๆ แล้วอับราฮัมอายุก็เยอะแล้ว
แต่งานกับภรรยาชื่อซารามาตั้งนานก็ไม่มีบุตรด้วยกัน
ดังนั้นอับราฮัมจึงไปเอาหญิงคนรับใช้มาเป็นภรรยาอีกคนหนึ่ง ชื่อ ฮากา
ต่อมาไม่นานก็ได้บุตรชาย ชื่อ อิสมาเอล (ซึ่งเป็นต้นตระกูลของชาวอาหรับ
ปรากฏในอัลกุรอาน แต่ในไบเบิลไม่ได้กล่าวถึงต่อ) หลังจากนั้น เมียหลวงคือ ซารา
ก็ให้กำเนิดบุตรบ้าง เป็นบุตรชายชื่อ อิซาอัก
พ่ออิซาอัก
ก็แต่งงานมีครอบครัวกับหญิงสาวชื่อ รีเบคกา ก็ได้พระเจ้าเป็นพ่อสื่อให้
เมื่อนางจะคลอด เจ็บครรภ์มากพระเจ้าก็อวยพรให้คลอดง่าย เมื่อคลอดแล้วได้ฝาแฝดชาย
พี่ชื่อ เอซาอุ น้องชื่อจาคอป
ซึ่งยาคอปคนน้องออกจะเจ้าเล่ห์ ด้วยการหลอกพี่ให้ยกมรดกให้ตนเอง
และเมื่อพ่ออิซาอักใกล้ที่จะตาย จาคอปก็หลอกพ่อให้ยกอำนาจการปกครองตระกูลให้กับตนเอง
ด้วยความช่วยเหลือของแม่ที่รักยาคอปมากกว่า (ผู้หญิงเสี้ยมสอนให้ลูกชายทำความชั่ว)
ดังนั้นพี่ชายจึงแค้นมาก และพี่ เอซาอุ นี่เองที่เป็นบรรพรุษของชาว Edom
ศัสตรูของชาวยิวกลุ่มหนึ่งแต่สุูญหายไปแล้ว ไม่เพียงเท่านั้น
แม้แต่กับพระเจ้าเอง จาคอป ก็ยังตั้งเงื่อนไขให้
พ่อยาคอป
ยาคอปมีเงื่อนไขในการเชื่อพระเจ้า ต่างจากพ่อ และ ปู่
ที่ยอมรับพระเจ้าอย่างไม่มีเงื่อนไข วันหนึ่งขณะแอบไปนอนหลับข้างนอกคนเดียว
พระเจ้าก็มาหาแนะนำตัวว่า เป็นพระเจ้าของปู่ ของพ่อ และตอนนี้เขาคือเชื้อสาย
ถ้ายอมรับก็จะเป็นพระเจ้าของเขาต่อ ซึ่งหากเชื่อในพระเจ้า ท่านสัญญาว่าต่อไป จะเป็นชนชาติที่ยิ่งใหญ่
พูดเหมือนกับที่เคยบอกแก่ อับราฮัม และอิซาอัก แต่คราวนี้ เมื่อยาคอปตื่นขึ้น
เขากล่าวว่า "สาธู ๆ ดี ๆ ที่นี่เป็นที่ดี, เป็นที่สถิตของพระเจ้า หากพระเจ้าอยู่ข้างฉันจริง ฉันอาจจะรับท่าน
เป็นพระเจ้าของฉัน และยกหินต้งนี้เป็นที่สถิตย์ของพระองค์"
คือถ้าให้ยอมรับพระเจ้าล่ะก็ต้องช่วยฉันนะ ฉันจึงจะยอมรับนับถือ
และยังจะสร้างศาลให้ด้วย นอกจากนี้ พระเจ้า บางความเห็นก็ว่าเป็นทูตสวรรค์
ลงมาปล้ำสู้กันกับยาคอปจนถึงเช้า และยอมรับว่ายาคอป เป็นฝ่ายชนะ
จึงตั้งชื่อให้เขาใหม่ว่า อิสราเอล (Israel) ซึ่งแปลว่า
ผู้ปล้ำสู้กับพระเจ้า และต่อมาท่านก็ได้เป็นพ่อของลูก 12 คน
ซึ่งเป็นต้นตระกูลของชาวยิว 12 เผ่า
จะเห็นได้ว่าบทบาทของพระเจ้า จะค่อย ๆ พัฒนาขึ้นมาจาก
เทวดาประจำตัวของอับราฮัม ส่งต่อมายังลูกหลาน เหมือนกับเทวดาประจำบ้าน หรือ
ผีบรรพบุรุษที่คอยดูลูกหลาน ให้อยู่ดีมีความสุข คำถามคือทำไม ทางยิวเขาก็ตอบเป็น 2
ทางคือ พระเจ้าเป็นผู้เลือกชาวยิว
ซึ่งถ้าคำตอบอย่างนี้เป็นอันจบเพราะถ้าอยากรู้ก็ต้องไปถามพระเจ้าเอา
หรืออีกทางหนึ่ง คือ ยิวเป็นคนเลือกที่จะยอมรับพระเจ้า ดังที่ยาคอป ยอมรับพระเจ้า
ถ้าพระเจ้าจะอยู่เคียงข้างและช่วยเหลือเขา แสดงว่ายิวต้องการอะไรบางอย่าง
ที่จะทำให้ชนชาติของตนแตกต่าง จากเผ่าอื่น อะไรบางอย่างที่เขาคิด
แล้วว่าเจ้าพ่อเจ้าแม่ธรรมชาติมอบให้เขาไม่ได้ อาจจะเป็น ความมั่นคงเป็นอมตะ
(ไม่เป็นวัฏฏะแบบธรรมชาติ) อำนาจที่เหนือกว่าเผ่าอื่น
ซึ่งจะเด่นชัดยิ่งขึ้นในยุคต่อไป
ยุคโมเสสและการอพยพออกจากอียิป
เรื่องราวของโมเสส
ซึ่งเป็นเชื้อสายของยาคอป หรือ อิสราเอล เป็นผู้นำชาวยิวในอียิป
ซึ่งตกเป็นทาสหลายชั่วคน หนีออกมาเร่ร่อนในทะเลทรายอยู่ 40 ปี ก่อนที่จะไปยึด
คะนาอัน ดินแดนแห่งพันธะสัญญา และตั้งประเทศได้สำเร็จ
โมเสส
พบพระเจ้าในรูปของ ต้นไม้ที่ลุกเป็นไฟพูดได้ บอกว่าท่านเป็น พระเจ้าของอับราฮัม
อิซาอัก และยาคอป และสั่งให้โมเสสปลดปล่อยชาวอิสราเอลซึ่งเป็นทาสในอียิป
ซึ่งท่านก็ทำสำเร็จด้วยอภินิหารมากมาย หนีมาถึงเขา Sinai กลางทะเลทราย จากนั้นจึงประทานบัญญัติ 10 ประการ ซึ่งบัญญัตินี้ เป็นทั้งคำสอนเรื่องศีลธรรม
และเป็นพันธะสัญญา ระหว่างพระเจ้า กับเผ่าชาวยิว
หากชาวยิวเชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสัง ก็จะคอยคุ้มครองดูแล มีปรากฎว่าชาวยิวนอกใจ
หันไปนับถือเทพเจ้าตามแบบอียิป คือ บูชาเทวรูป รูปวัว พระเจ้าโกรธ สั่งโมเสส
ประหารชีวิตชาวยิวไป 3,000 คน และส่งงูมากัดให้คนตายอีก
โมเสสก็แก้ด้วยการตั้งเสา นาคสำริด คนถูกงูกัดมองดูเสาก็จะหายจากพิษงู
ระหว่างการเดินทางพระเจ้าสั่งให้โมเสสทำตู้คานหามขึ้น
เพื่อพระเจ้าจะได้สถิตย์อยู่ในตู้ โดยกลางวันจะเห็นเป็นหมอก กลางคืนจะเห็นเป็นไฟ
เมื่อพระเจ้าอยู่ ก็จะตั้งค่าย ถ้าหมอกควันหายจะเก็บของเดินทางต่อไป
แล้วชาวอิสราเอล ก็นอกใจพระเจ้าอีกครั้งงคราวชนะศึก เมือง Peor ชาวยิวฉลองชัยชนะ ด้วยการเสพสังวาสถวายพระอะบาล เทพแห่งความอุดมสมบูรณ์
พระเจ้าโกรธบรรดาล โรคห่า คนตายไป 24,000 คน
ช่วงเวลานี้
พระเจ้าพัฒนาเป็น เทวดาประจำเผ่า ซึ่งก็แทบไม่แตกต่างกับเทวดาประจำเผ่าอื่่นในยุคนั้น
ต่างกันที่ ไม่มีญาติ ไม่มีเมีย อยู่เหนือธรรมชาติ เหนือกาลเวลา
ความอุดมสมบูรณ์ที่ให้แล้วแต่จะโปรด (ธรรมชาติ เป็นวัฏจักรสม่ำเสมอ)
และห้ามพิธีกรรมทางเพศเพื่อเจริญพืชเจริญสัตว์ทุกชนิด และด้วยข้อห้ามเหล่านี้
ทำให้พระเจ้ายิว มีอยู่ไม่ถูกกลืนเป็นเหมือนพระเจ้าเผ่าอื่น
ทั้งที่การกระทำก็ไม่ได้แตกต่างกันเลย
อีกประเด็นหนึ่งจะเห็นได้ว่าในสมัยนั้น
ยังไม่มีคำว่าศีลธรรม และความยุติธรรม ศีลธรรมเป็นเรื่องของอำนาจ ความยุติธรรม คือ
การให้รางวัลหรือลงโทษ ตามที่สัญญาไว้ ผิดสัญญาก็ลงโทษ
และพระเจ้าก็ไม่ได้ทำสัญญากับเผ่าอื่น ดังนั้น จะฆ่าจะล้างยังไงก็ได้
ศาสนาของชาวยิว โดยพื้นฐานเป็นศาสนาจากท้องทุ่ง
แต่มีความพิเศษกว่าความเชื่อของเผ่าอื่น ที่มองชีวิตเป็นวัฏจักร เกิด แก่ เจ็บ ตาย
แต่กลับมองเวลาเป็นเส้นตรง พระเจ้าสร้างจักรวาล อดีตเปลี่ยนไม่ได้
ปัจจุบันเปลี่ยนได้ทุกอย่าง อนาคตไม่มีใครรู้ และสุดท้ายพระเจ้าทำลายทุกอย่าง และอีกประเด็นคือ เหมือนว่าศาสนานี้
จะอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับธรรมชาติ สร้างธรรมชาติ แทรกแซงธรรมชาติ ไม่มีญาติ
ไม่มีภรรยา ออกจะต่อต้าน ความเป็นหญิง มองว่าเป็นต้นเหตุแห่งความชั่ว ความวุ่นวาย
หรือ แม้แต่การสืบพันธ์ ก็มองเป็นของน่ารังเกียจ
นอกจากนั้นแล้วบทบาท การกระทำต่าง ๆ
ของพระเจ้าก็แทบไม่ต่างกับพระเจ้าของเผ่าอื่น ๆ และด้วยลักษณะเฉพาะนี้เอง
จึงทำให้รักษาความต่างจากเผ่าอื่นได้ และยังเป็นต้นกำเนิดศาสนาใหญ่ อีก 2
ศาสนาตามมา คือคริสต์และอิสลาม ซึ่งจะเห็นได้ว่า ศาสนาก็ยังไม่หยุดพัฒนา
การศึกษาจุดกำเนิดของศาสนาจึงไม่รู้จบ ทั้งนี้มาจากประเด็นที่ว่า
ศาสนากำเนิดขึ้นมาเพื่อสนองความปรารถนาของมนุษย์
วิเคราะห์จุดกำเนิดของศาสนา
ผ่านการทำมาหากิน
เมื่อเราจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องกินต้องใช้
มนุษย์จึงต้องหากิน แต่การหากินก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อหิวเราไม่สามารถหยิบดิน
หยิบไม้ใส่ปากได้กินได้ทันที ต้องมีกระบวนการอีก เช่น
ปลูกข้าวก็ต้องมีการเตรียมพันธุ์ข้าว ทำคันนา ไถนา หว่านข้าว หรือดำนา ดูแล
เก็บเกี่ยว ยังมีกระบวนการเก็บรักษาอีก ฝัดข้าว สีข้าว ได้ข้าวสาร
แล้วยังต้องมีกระบวนการประกอบอาหาร หุงต้ม กว่าจะทานได้
ซึ่งมีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง ทางเศรษฐศาสตร์ เรียกว่าปัจจัยการผลิต ได้
ที่ดิน ทุน แรงงาน ผู้ประกอบการ ส่วนทางบริหารธุรกิจ ก็คล้ายกัน แต่แบ่งเป็น Man
คน, Machine เครื่องจักร เครื่องมือ, Material วัตถุดิบ, Method วิธีการ,
ซึ่งโดยสรุปคือเรื่องของ คน สิ่งของ และธรรมชาติสิ่งแวดล้อม
จึงเป็นสิ่งที่เป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้อง กับความอยู่รอด หรืออดตายของมนุษย์
ทำให้มนุษย์ต้องแสวงหาความรู้เหล่านี้
และก็ตามมาด้วยเป็นทุกข์ด้วยสิ่งเหล่านี้ด้วยเช่นกัน
ในยุคต้น
คนหากินด้วยการ หาของป่า ล่าสัตว์ ชีวิตขึ้นกับธรรมชาติเป็นหลัก ดังนั้นปัจจัยการผลิตที่สำคัญที่สุด
คือ Material
วัตถุดิบ หรือ ที่ดิน จุดกำเนิดของศาสนาในยุคนี้จึงมีขึ้นเพื่อ
อธิบายธรรมชาติ ว่าอาหารมาจากการเกิดตายของพืชและสัตว์ และให้อนุญาต
หรือความสบายใจในการฆ่าสัตว์ พืชของมนุษย์เพื่อนำมาเป็นอาหาร เกิดความเชื่อเรื่อง เจ้าพ่อฟ้า เจ้าแม่ดิน
เจ้าลูก การฆ่าบูชายัญ การเซ่นสรวงบูชา แก้บน ก็ยังคงทนอยู่จนถึงปัจจุบัน
ต่อมาการหากินพัฒนาขึ้น
เป็นทำการเกษตร ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ซึ่งเป็นงานที่หนัก ต้องอาศัยแรงงานจำนวนมาก
ดังนั้นปัจจัยการผลิตที่สำคัญที่สุด คือเรื่อง คน หรือ แรงงาน และ ผู้ประกอบการ
จุดกำเนิดของศาสนาในยุคนี้จึงมีเพื่อ แก้ปัญหาเรื่องคน
ตั้งแต่จะหาคนมาร่วมทีมงานอย่างไร สร้างความศรัทธาให้เกิดขึ้น
สร้างความเชื่อที่ดีกว่า เช่น
เจ้าพ่อฟ้าจากท้องทุ่งเข้ามาปล้นสะดมเอาเจ้าแม่ท้องถิ่นทั้งหลายเป็นเมีย,
พระเจ้าที่มีอยู่แล้วมากมายจึงเกิดพระเจ้าหนึ่งเดียวที่
จะรักษาทีมงานไม่ให้นอกใจไปอยู่กับคนอื่น ทำอย่างไรให้คนทำงานกับเราอย่างเต็มที่
หากนอกใจไปนับถือพระเจ้าองค์อื่น จะถูกพระเจ้าลงโทษเป็นต้น
การทำมาหากินซับซ้อนยิ่งขึ้นไปอีก มีทั้ง ค้าขาย ช่างฝีมือ เกษตรกรรม งานบริการ
ราชการ สังคมเป็นเหมือนเครื่องจักร ที่ชิ้นส่วนต่าง ๆ
แม้แตกต่างกันแต่ต้องทำงานผสานกัน และในการทำงานเองก็นำเอาเครื่องไม้เครื่องมือ
และเครื่องจักรมาอำนวยความสะดวกด้วย ดังนั้นปัจจัยการผลิตที่สำคัญที่สุดคือ Machine
เครื่องจักร หรือ เครื่องมือ จุดกำเนิดศาสนายุคนี้เพื่อ
ให้คนทำตามหน้าที่ของตนเอง การให้รางวัลเมื่อทำงานตามสั่ง
การลงโทษเมื่อขัดคำสั่งไม่ทำ หรือทำผิดพลาด จึงเกิดขึ้น นั่นคือเรื่องของศีลธรรม เช่น
ห้ามฆ่าคน, ห้ามลักทรัพย์, ห้ามกราบไหว้รูปเคารพอื่น เป็นต้น
การทำมาหากินในยุคโลกาภิวัตน์
มีอาชีพใหม่เกิดขึ้นมากมาย เช่น นักวิทยาศาสตร์, นักฟิสิกส์, วิศวะกร, สถาปนิก,
นักออกแบบ,ระบบ, โปรแกรมเมอร์ ล้วนแล้วแต่ต้องมีความรู้ ความชำนาญเฉพาะด้าน ดังนั้นปัจจัยการผลิตที่สำคัญที่สุดคือ
Method
วิธีการ, เทคโนโลยี หรือความรู้นั่นเอง
จุดกำเนิดของศาสนาในยุคนี้จึงเพื่อ แสวงหาความรู้ ต้องการความจริง
มีเหตุผลพิสูจน์ได้ และย้อนกลับมาที่
ที่สุดแห่งความจริง,หรือความรู้ที่แท้จริงที่มนุษย์ปรารถนา คือ ความรู้เพื่อการหลุดพ้นจากความทุกข์
ซึ่งการแสวงหาก็มีอยู่ 2 สายหลัก พวกหนึ่งเชื่อในพระเจ้า พระเจ้าสร้างสรรพสิ่ง
พระเจ้าสร้างมนุษย์ พระเจ้ามีเพียงหนึ่ง
ดังนั้นการจะหลุดพ้นจากทุกข์มนุษย์จึงอยู่ที่พระเจ้า
จึงแสวงหาอธิบายความเป็นพระเจ้า เช่น นักฟิสิกส์อธิบาย เรื่องอนุภาคพระเจ้า
กับอีกสายหนึ่งคิดว่า ในเมื่อความสุขความทุกข์ เกิดขึ้นภายในใจของมนุษย์
ดังนั้นหากจะมีความรู้เพื่อการหลุดพ้นจากทุกข์
แล้วสิ่งนั้นต้องอยู่ภายในตัวของมนุษย์เอง ไม่ควรไปแสวงหาภายนอก
เกิดเป็นศาสนาอเทวนิยม ที่มุ่งศึกษาและปฏิบัติเพื่อการหลุดพ้นจากทุกข์
คงไม่ผิดนักหากจะกล่าวว่า
ศาสนาคือความเชื่อของมนุษย์ ศาสนาเกิดขึ้นโดยมนุษย์ เพื่อสนองความต้องการของมนุษย์
ตั้งแต่เบื้องต้น
คือทุกข์อันเกิดจากสรีระร่างกาย
ทุกข์จากการทำมาหากิน
และมนุษย์ยังคงตั้งใจและมุ่งหวังไปให้ถึงที่สุด คือ
ทุกข์แห่งการเวียนว่ายตายเกิด คือความแก่ ความเจ็บ ความตาย
จากความเชื่อที่เสมือนเป็นตัวแทนในสมการคณิตศาสตร์ จะไปสู่เป็นความจริง
คือการหาค่าตัวแปรแก้สมการหาคำตอบมาได้นั้น จึงอยู่ที่ศาสนิกชนในแต่ละศาสนาความเชื่อ
จะศึกษาและปฏิบัติอย่างไรให้ได้ความจริงนั้นมาซึ่งเป็นเป้าหมายอันสูงสุดของทุกศาสนานั่นเอง
บรรณานุกรม
ไมเคิล
ไรท์. ตะวันตกวิกฤตคริสต์ศาสนา. กรุงเทพ : มติชน, 2542.
ไมเคิล
ไรท์. ความหวังยังไม่สิ้น. กรุงเทพ : มติชน, 2552.
พระภาวนาวิริยคุณ
(เผด็จ ทตฺตชีโว). มองทุกข์ให้เห็นชีวิต. ปทุมธานี : กองวิชาการ อาศรมบัณฑิต, 2554.
สุภางค์ จันทวานิช. ทฤษฎีสังคมวิทยา. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2554.
ศรีศักร
วัลลิโภดม. พุทธศาสนาและความเชื่อในสังคมไทย. กรุงเทพ : มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์,
2560.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น